ใครมาโตเกียวแล้วอยากได้ฟีลสงบๆขึ้นมาสักนิด เราแนะนำให้มาเมือง Kamakura หลายๆคนอาจจะได้เห็นเมืองนี้จากซีรีส์ Can this love be translated? ที่พระเอกกับนางเอกได้ไปเจอกัน เราไปแล้วรู้สึกว่าเป็นเมืองที่สงบน่ารักมากค่ะ ได้พักจากความวุ่นวายในโตเกียว แนะนำว่าควรจะมีเวลาสักหนึ่งวันเต็มเพราะในเกาะมีที่เที่ยวเยอะพอสมควรค่ะ
เราพักแถวสถานี Ueno เลยสามารถนั่งตรงไปลงสถานี Fujisawa เพื่อขึ้น Enoden line หรือรถไฟเขียวที่ใช้ในการเที่ยวหลักๆใน Kamakura ค่ะ แนะนำซื้อเป็น day pass ไปเลย โดยเราจะนั่งไปสุดสายลงที่สถานี Kamakura สถานีสุดท้ายแล้วเที่ยวย้อนมาเรื่อยๆค่ะ
มาแล้วรถไฟเขียว Enoden line ของเรา
Kamakura station
เปิดวันด้วยกาแฟกันก่อน เราเลือกมาร้านนี้เพราะเป็น specialty coffee และมี sandwich เบาๆให้ทานด้วยค่ะ
Kamakura station
จากนั้นมาต่อที่ถนนโคมาจิโดริ มีทั้งของกินและของฝากขายตลอดทาง น่าทานหลายร้านเลยค่ะ ร้านที่เราแนะนำคือ Giraffa curry pan⭐️ ขนมปังแกงกะหรี่เนื้อชีส คือมันอร่อยมากทุกคน ทอดมากรอบๆชีสเยิ้มมม ห้ามพลาด ของหวานอย่าลืมลอง Mille mele เป็นพายแอปเปิ้ล แป้งเค้าบาง กรอบสุดๆ
Hase station
ถือว่าเป็นไฮไลท์ของ Kamakura อีกจุด วิวรอบๆวัดเป็นเขา ทำให้รู้สึกสงบมากค่ะ
Hase station
เดินได้แป๊ปๆก็เที่ยงแล้วค่า เรามาฝากท้องกันที่ร้านแกงกะหรี่ Woof curry เป็นการเปิดโลกแกงกะหรี่อีกแบบเลยค่ะ ตอนแรกเรานึกว่าจะเป็นแกงกะหรี่ญี่ปุ่นทั่วไป แต่รสชาติแกงของร้านนี้ไม่เหมือนแกงหะหรี่ที่เราเคยทานมาก่อนเลย กลิ่นเครื่องเทศจัดมาก รสชาติซับซ้อน คุณแฟนบอกว่ารสออกไปทางแนวแกงกะหรี่อินเดีย ใครอยากลองอะไรใหม่ๆแนะนำร้านนี้เลยค่ะ ส่วนตัวเราอาจจะยังน้า
Hase station
ร้านกาแฟที่ดังเมนูเครปบุดด้าค่ะ รอคิวประมาณ 15-20 นาที อร่อยดีแต่ไม่ว้าว ทานแก้เลี่ยนแกงกะหรี่ค่ะ
Hase station
ร้านนี้หลบอยู่ในข้างทางเดิน เป็นคุณลุงขายกาแฟหลังรถตู้ ไม่ได้จำชื่อร้านมาด้วยทุกคน แวะซื้อเพราะอยากอุดหนุน แต่ลุงทำกาแฟอร่อยมากๆ เป็น Geisha ที่ประทับใจเลย🥹
Shichirigahama station
มาคามาคุระก็ต้องแวะดูทะเล จริงๆจะมีอีกสถานีที่เป็นจุดถ่ายรูปยอดฮิตในซีรีส์ slam dunk แต่เราเลือกมาสถานีนี้เพราะคนน้อยกว่า บรรยากาศชิวมาก นั่งรับลมเพลินๆ
นอกจากนี้ระหว่างทางเราก็แวะเดินกินทั่วๆ จากนั้นก็นั่งกลับโตเกียวไปทานข้าวเย็นในเมือง ถือเป็นหนึ่งวันที่ได้พักจากความวุ่นวายของโตเกียวได้ดีเลย