ตอนแรกจะไปเดินซื้อของฝากเพราะข้างโรงแรมเป็นซุปเปอร์มาร์เก็ต แต่ด้วยความแค้น ทำใจไปชิวไม่ได้จริงๆ นาทีนั้นไม่ได้คิดว่าจะเอาเงินคืนเพราะยากมาก แค่ต้องการให้คนขั่วได้รับกรรม ยืนคุยกับพนงโรงแรมว่าคุณจะปล่อยให้คนเลวอยู่ในสังคมแบบนี้เหรอ เขาก็ว่าไม่อยาก
ก็ถามเขาว่าโรงแรมไม่มีกล้องเหรอ ช่วยดูให้หน่อยแต่พอได้ภาพออกมาคือ มัวมาก ไม่มีข้อมูลเพิ่มเติม
ก็เลยถามเขาว่าจากภาพของเราเนี่ย ช่วยดูหน่อยว่าบริษัทแท๊กซี่นี้ติดต่อได้มั้ย ถึงภาพจะเลือนรางก็เห็นอยู่ล่ะว่าบริษัทอะไรมีเบอร์โทรด้วย เพราะบริษัทแท๊กซี่ก็ไม่มีเยอะจนไม่รู้จัก
เราก็ซูมภาพที่ถ่ายมิเตอร์ เห็นเลขอะไรสักอย่างที่แปะหน้ารถ แต่มันกลับหลังอยู่ ให้เขาช่วยกันอ่านเลขออกมาแล้วแจ้งเลขกับบริษัท
เราถ่ายรูปที่ร้านกาแฟก่อนออกและเข้าแกรบไปดูเวลาที่ยกเลิกไป บอกให้พนงโทรหาร้านกาแฟและบอกเวลาที่เรายืนอยู่หน้าร้านก่อนขึ้นรถแท๊กซี่เพื่อขอภาพและทะเบียน เราคิดว่าถ้าหน้าร้านมีกล้องต้องถ่ายทะเบียนได้รอพักนึงก็ได้ความจากบริษัทรถแท๊กซี่ว่าเป็นรถของเขาแต่ต้องรอยืนยันคนขับ ซึ่งก็ไม่รู้นานเท่าไหร่และเราต้องเดินทางไปสนามบินแล้ว ก็เลยขอคอนแทคพนงโรงแรม(เราเรียนว่าน้องหมี)และไปคุยต่อบนรถไปสนามบิน
น้องหมีพิมพ์บอกว่าบริษัทแท๊กซี่จะส่งคนขับมาอธิบายเหตุการณ์ ขอให้กลับไปพบที่โรงแรม เราก็โวยวายว่าจะไปสนามบิน จะกลับประเทศไทยแล้ว ขอให้น้องหมีถ่ายรูปและวิดิโอคนขับมายืนยันละกัน อยากรู้ว่าจะแก้ตัวอะไร แล้วจะถ่ายรูปประจาน
คนขับคงหนีไปแล้ว เพราะสุดท้ายบริษัทรถแท๊กซี่ส่งตัวแทนมาขอโทษที่โรงแรม แต่พูดได้แค่ภาษาเวียดนามไปคุยกับน้องหมีที่โรงแรมและทางเราผ่านวิดิโอคอลล์ น้องหมีก็ถามว่าเราโดนเอาเงินไปเท่าไหร่บริษัทจะจ่ายคืน ตอนนั้นจำไม่ได้เป๊ะๆหรอก แต่ก็บอกไปเท่าที่จำได้ว่า 350,000 ไม่แน่ใจว่าแบงค์ใหญ่กว่านั้นหายไปด้วยมั้ยแต่ก็ตัดสินใจบอกเท่าที่จำได้พอ ไม่อยากบอกเกิน ก็ตกเป็นเงินไทยประมาณ 500 บาท ท้ายสุดที่เราขอบริษัทคือให้ไล่คนเลวคนนี้ออกแล้วไม่ให้มาขับรถให้บริษัทอีก
มีเงินโอนเข้าบัญชีเพื่อนเวียดนามภายในสองชั่วโมงหลังเจรจาทางวิดิโอคอลล์
ค่าครองชีพในเวียดนามจริงๆแล้วราคาไม่แพงนะ และยิ่งช่วงหน้าหนาวแล้ว ฮานอยอากาศดีมาก แค่ต้องเที่ยวอย่างระมัดระวังนะทุกคน