รีวิว: สู้ดิวะ
‘เป็นหนังสือที่ไม่สนุก’
.
ก่อนที่จะโดนทัวร์ลง เราขอมาชี้แจ้งว่าทำไมมันถึงไม่สนุก ซึ่งเอาจริงๆ เราว่ามันไม่มีทางสนุกอยู่แล้วเพราะมันคือชีวิตจริงของคุณหมอไฟแรงคนหนึ่งที่ชีวิตกำลังจะไปได้ดี ได้แต่งงานกับคนที่ตัวเองรัก ได้เป็นอาจารย์หมอ และได้ตอบแทนพ่อแม่ แต่อยู่ดีๆ ทุกอย่างก็เหมือนแหลกสลายไปเมื่อคุณหมอ ได้รับการวินิจฉัยว่าตัวเองเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย…
👉 ถ้าถามว่าในหนังสือพูดถึงเรื่องอะไรบ้าง ก็จะเป็นคล้ายๆ บันทึกการรักษาของคุณหมอว่าอาการของคุณหมอเป็นอย่างไงบ้าง ตนเองดีลกับความรู้สึกของตัวเองอย่างไรขนาดที่กำลังทำการรักษา อะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณหมอยังมีกำลังใจสู้ต่อไป และสิ่งที่คุณหมอได้เรียนรู้เกี่ยวกับสัจธรรมของชีวิตในขณะที่กำลังรักษาตัว นอกจากนี้ในเล่มก็ยังมีการพูดถึงปัญหาเรื่องฝุ่น และปัญหาทางสังคมอื่นๆ อีกด้วย
.
👍✨ในพาร์ทของการพูดถึงสัจธรรมชีวิต เราว่าถ้ามองกันที่ content แล้วมันก็ไม่ได้ต่างจากหนังสือปกติที่เราเคยอ่านหรือคำพูดที่เรามักจะเคยได้ยินกัน ไม่ว่าจะเป็น ‘ทำในสิ่งที่รัก’ ‘รู้จักปล่อยวาง’ บลาๆ แต่เรากลับรู้สึกว่าอาจจะเป็นเพราะจริงๆ แล้วอายุของคุณหมอไม่ได้ต่างกับเรามากเลยทำให้เรารู้สึกว่าว่าตอนอ่านมันให้ความรู้สึกแบบ ‘เพื่อนเตือนเพื่อน’ มากกว่า ‘ผู้ใหญ่สั่งสอนเด็ก’ อะไรแบบนี้ ซึ่งเราว่ามันเป็นจุดสำคัญของหนังสือเล่มนี้เลยเพราะคุณหมอจริงๆ อายุยังไม่มากด้วยซ้ำ แต่การที่คุณหมอต้องมาเจอชะตากรรมอะไรแบบนี้ ในฐานะคนที่อายุใกล้เคียงกันมันก็ทำให้เรารู้สึกว่า ‘ความตายมันไม่ได้ดูที่อายุคนเลยจริงๆ’
🥲สุดท้ายนี้เราก็ขอยืนยันคำเดิมว่า ‘หนังสือเล่มนี้ไม่สนุกค่ะ’ ใครที่อยากอ่านหนังสือเอาความสนุก ข้ามเล่มนี้ไปได้เลย แต่ใครที่อยากอ่านหนังสือที่ทำให้เราได้คืนย้อนเกี่ยวกับตัวเอง และเรื่องชีวิตล่ะก็หนังสือเล่มนี้ก็จะเป็นหนังสืออีกเล่มที่เราแนะนำให้อ่านค่ะ
.
ปล. หลายคนบอกว่าตอนอ่านหนังสือเล่มนี้แล้วร้องไห้ แต่ส่วนตัวเราไม่ได้ร้องไห้ตอนอ่านเล่มนี้นะคะ แต่พออ่านจบแล้วไปนั่งไล่ดูเพจ ‘สู้ดิวะ’ ของคุณหมอแล้วเจอคลิปงานแต่งงานของคุณหมอแล้วเรากลั้นน้ำตาไม่ไหวเลยค่ะ ร้องไห้จนหายใจไม่ออกเลย ขอแสดงความเสียใจกับการจากไปของคุณหมอกฤตไทไว้ด้วย ณ ที่นี้นะคะ