สวัสดีค่ะทุกคน บทความนี้เรากลับมาแชร์แพลนเที่ยวแบบ full trip กันอีกแล้ว ซึ่งฤดูใบไม้ผลิแบบนี้ก็จะเป็นที่ไหนไปไม่ได้นอกจากญี่ปุ่น เพราะเป็นช่วงที่ดอกซากุระกำลังบานสวยเลย ทริปนี้เราจึงไปเที่ยวกันที่ฟุกุโอกะ เมืองแถบคิวชู ซึ่งเป็นบริเวณที่ซากุระจะบานเป็นลำดับแรกๆของญี่ปุ่นค่ะ ทริปนี้เราเที่ยวกัน 4 วัน 3 คืน จัดแพลรแบบเที่ยวสบาย โปรแกรมหลวมๆ สไตล์คนขี้เกียจตื่นเช้าค่ะ🤣🤣
เราบินมาถึงฟุกุโอกะประมาณ 8 โมง จากสนามบินฟุกุโอกะเริ่มเดินทางเข้าเมือง ดังนี้
มาถึงสถานีฮากะตะเราก็เดินไปโรงแรมก่อนค่ะ โรงแรมที่เราพักในทริปนี้ตลอด 3 คืน ก็คือ
โรงแรมนี้อยู่ห่างจากสถานีฮากะตะแค่ 200 เมตร เดิน 4 นาทีก็ถึงแล้วค่ะ ที่นี่เช็คอินได้ตอนบ่าย 3 โมง เราก็แค่โชว์พาสปอร์ตเพื่อฝากกระเป๋าแล้วก็ออกไปเที่ยวต่อได้เลยค่ะ
หลังจากฝากกระเป๋าที่โรงแรมแล้ว เราก็เดินมาที่สถานีฮากะตะเพื่อมาซื้อพาสสำหรับใช้ในการเดินทางของวันนี้และพรุ่งนี้ค่ะ
หลายคนอาจจะเคุ้นหน้าคุ้นตากับ JR Kyushu Rail Pass Northern Kyushu กับ All Kyushu กันอยู่แล้ว แต่จริงๆยังมีพาสสำหรับตัวเมืองฟุกุโอกะด้วย ก็คือ Fukuoka wide ค่ะ พาสนี้ใช้โดยสารรถไฟ JR Kyushu ภายในจังหวัดฟุกุโอกะ แบบไม่จำกัดจำนวนครั้งใน 2 วัน(ติดกัน)
บัตรนี้ใช้สำหรับ
✅Rapid / Local Train
✅Limited Express Train (จองที่นั่งไม่ได้)
•SONIC : Hakata-Kokura-Yukuhashi
•KIRAMEKI : Hakata-Kokura/Mojikō
•Relay KAMOME : Hakata-Tosu
•KASASAGI : Hakata-Tosu
•HUIS TEN BOSCH : Hakata-Tosu
•MIDORI : Hakata-Tosu
•YUFU : Hakata-Kurume
- โซนคิตะคิวชู เช่น Kokura, Mojiko, Kawachi Wisteria Garden, The Outlets Kitakyushu
- Fukutsu เช่น Miyajidake Shrine, Kagaminoumi
- Nanzoin Temple (วัดพระนอน)
- ตัวเมืองฟุกุโอกะ เช่น Uminonakamichi Seaside Park, LaLaport (กันดั้มยักษ์)
- Kurume เช่น ไปเก็บผลไม้, Daihonzan Naritasan Kurume Temple (วัดเจ้าแม่กวนอิมยักษ์) เป็นต้น
เปิดทริปด้วยความสิริมงคลเลยค่ะ "วัดนันโซอิน” หรือวัดพระนอน ถือเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมมากๆในฟุกุโอกะ เรียกว่าถ้าไม่มาวัดนี้เหมือนมาไม่ถึงฟุกุโอกะเลยค่ะ นอกจากพระนอนที่เป็นพระพุทธรูปสำริดที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดนี้ยังโดดเด่นเรื่องการขอพรโชคลาภที่โด่งดังด้วยค่ะ
ที่บอกว่าวัดนี้โด่งดังเรื่องโชคลาภโดยเฉพาะหวยก็เพราะเจ้าอาวาตของวัดนี้ถูกหวยบ่อยมากๆ รวมแล้วเป็นเงินกว่า 130 ล้านเยนเลยค่ะ ดังนั้นใครที่กำลังดวงขึ้นหรือต้องการเพิ่มพลังแห่งโชคลาภขึ้นไปอีก ขอแนะนำให้มาที่วัดนันโซอิน ฟุกุโอกะเลยค่ะ คนมาที่นี่ก็ขอกันจริงจังมาก อย่างครั้งนี้เราพกเอาล็อตเตอรี่ไทยไปเลยค่ะ ขอแบบให้รู้ว่าขอ😆😆
ไปวัดนันโซอินจากสถานีฮากาตะ (Hakata Station) ฟุกุโอกะ ขึ้นรถไฟสาย Sasaguri ไปลงที่สถานีรถไฟ Kidonanzoin-Mae และเดินต่ออีกประมาณ5นาทีค่ะ ซึ่งเราใช้ Fukuoka wide pass ได้ตลอดเส้นทาง ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายแล้วค่ะ
มาถึงศาลเจ้าที่เป็น Bucket list ของเราเลยค่ะ หลายคนคงคุ้นเคยกันดีกับโฆษณาสายการบิน JAL (Japan Airlines) ที่ได้“วงอะระชิ” ศิลปินบอยแบนด์ชื่อดังของญี่ปุ่นมาเป็นพรีเซนเตอร์ในซีนที่กำลังชมพระอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้า ซึ่งโลเคชั่นที่สวยงามนั่นก็คือ ศาลเจ้า Miyajidake นั่นเองค่ะ
มุมมหาชน ที่ทุกคนต้องยกกล้องขึ้นมาถ่าย ก็คือ บริเวณบันไดทางเดินหินซึ่งเป็นทางขึ้นสู่ศาลเจ้า ที่ทอดตัวยาว และเชื่อมต่อกับถนนเส้นหลัก มุ่งหน้าตรงไปสู่ทะเล ทำให้หากยืนที่บันไดขั้นบน จะสามารถมองเห็นทัศนียภาพพระอาทิตย์ตกดินได้โดยไม่มีอะไรมาขวางเลยค่ะ สวยมากจริงๆ
จากสถานี JR Hakata สาย Local for FUKUMA ไปลงสถานี JR Fukuma ใช้ Fukuoka wide pass
แล้วต่อรถบัส Nishitetsu สาย 1-1 ลงที่ป้าย Miyajidake Miya Mae ใช้บัตร IC card จ่ายเงินบนรถค่ะ
วันนี้เราก็จะใช้ Fukuoka wide pass ใบเดิมทั้งวันค่ะ
เป็นแลนด์มาร์คที่อยู่ในของเมืองท่าที่ชื่อว่าโมจิโกะ โดยที่เมืองโมจิโกะเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างเกาะคิวชูและเกาะฮอนชูผ่านทางช่องแคบคันมง ซึ่งบริเวณใกล้กันนั้นเป็นที่ตั้งของเมืองท่า (Moji Port) ที่เคยรุ่งเรืองมากๆตั้งแต่สมัยเมจิตอนต้น โดยปัจจุบันมีการพัฒนาและปรับปรุงพื้นที่แต่ยังคงอนุรักษ์ตึกเก่าสไตล์ยุโรปให้มีความน่าสนใจและดึงดูดผู้คนจากทั่วโลกภายใต้ชื่อ Mojiko Retro นั่นเองค่ะ
พื้นที่ของ Mojiko Retro กินรัศมีประมาณ 1 กม. ตามแนวท่าเรือโมจิโกะ โดยมีสถานีรถไฟโมจิโกะอยู่ตรงกลาง ซึ่งตัวอาคารของสถานีรถไฟโมจิโกะในปัจจุบันนั้น เต็มไปด้วยความทรงจำและประวัติศาสตร์อยู่ร่วมกับคนในท้องถิ่นมานานกว่า 100 ปีเลยค่ะ และยังเป็นสถานีรถไฟแห่งแรกในญี่ปุ่นที่ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นทรัพย์สินสำคัญทางวัฒนธรรมของชาติอีกด้วยนะคะ
จุดนี้เป็น “มุมมหาชน” ของ Mojiko Retro เลยค่ะ อาคารนี้เป็นสัญลักษณ์ของเมืองท่าโมจิโกะ ถูกสร้างขึ้นในปีค.ศ.1912 โดยในช่วงต้นยุคโชวะเพื่อเป็นอาคารสํานักงานศุลกากร บนชั้นหนึ่งมีโถงทางเข้าที่กว้างขวาง ห้องพักผ่อนร้านกาแฟและห้องนิทรรศการที่นำเสนอภาพการลักลอบนําเข้าสินค้าผิดกฎหมายในยุคนั้น ส่วนบริเวณชั้นสามเป็นห้องสังเกตการณ์ที่สามารถชมภาพสะพานและเรือที่แล่นผ่านเข้ามายังช่องแคบคันมงจากที่นี่ได้ค่ะ
นั่งรถไฟ JR จากสถานี Hakata โดยนั่ง Limited Express Sonic ลงที่สถานี Kokura แล้วเปลี่ยนสายรถไฟมาลงที่สถานี Mojiko ใช้พาส Fukuoka wide pass ได้ตลอดสายค่ะ
ออกจาก Mojiko Retro ก่อนกลับไปฮากะตะ เราก็แวะเที่ยวที่สวนสาธารณะอย่าง Habu Park ค่ะ สวนนี้ตั้งอยู่ในเมืองนากามะ ขึ้นชื่อในเรื่องการมาชมซากุระและนั่งปิกนิคใต้ต้นซากุระค่ะ
มุมมหาชนของที่นี่ คือ ด้านในของสวนจะมองเห็นสะพานสีแดงข้ามสระน้ำขนาดใหญ่กลางสวน ซึ่งสะพานนี้ใช้เป็นเส้นทางเข้าไปยังศาลเจ้าในสวนสาธารณะแห่งนี้ค่ะ นอกจากมุมนี้รอบๆสวนยังมีอุโมงค์ซากุระ ที่มีต้นซากุระเรียงรายกว่า 1000 ต้นเลยค่ะ ซึ่งช่วงเวลาที่เหมาะกับการชมซากุระในสวน คือ ช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายนของทุกปีค่ะ
จากสถานี Mojiko นั่งรถไฟ JR สาย Koshima line มยังสถานี Orio แล้วต่อสาย Fukuhokuyutaka line มายังสถานี Chikuzen-Habu แล้วเดินต่ออีก 3 นาทีค่ะ (ใช้ Fukuoka wide pass ใบเดิมเช่นเคยค่ะ)
กลับมาถึงสถานีฮากะตะเราก็มาแวะซื้อ พาสสำหรับเที่ยววันที่ 3 กันค่ะ พาสที่ว่านี้ก็คือ Fukuoka tourist city pass แบบ one day ticket เป็นตัวช่วยในการเที่ยวเมืองฟุกุโอกะแบบสุดคุ้ม!! พาสนี้จะพาเราเดินทางเที่ยวในเมืองฟุกุโอกะได้แบบไม่จำกัด จะขึ้นรถไฟ ไปรถบัส ลงรถใต้ดิน หรือล่องเรือเฟอรี่ บัตรนี้ก็ครอบคลุมทุกการเดินทางหมดเลยค่ะ
รายชื่อสถานที่ท่องเที่ยวที่สามารถใช้พาสนี้ได้ มีดังนี้ค่ะ
• Sanno Park
• Nokonoshima Island Park
• Marinoacity Outlet
• Maizuru Park
• Fukuoka Castle
• Uminonakamishi Seaside Park
• Marine World
• Tenjin Central Park
• Ohori Park
• Nishi Park
พาสนี้ราคา 1,700 เยน/คน แต่ถ้าใครต้องการจะเดินทางไปศาลเจ้า Dazaifu Tenmangu ด้วย จะมีอีกพาสที่ชื่อว่า Fukuoka Tourist City Pass 1 day Ticket (Fukuoka City and Dazaifu) ค่ะ ราคาจะอยู่ที่ 2,000 เยน/คน
วันนี้เราจะเดินทางโดยใช้ Fukuoka tourist city pass ใบเดียวเที่ยวตลอดวัน โดยไม่ต้องจ่ายค่าเดินทางเพิ่มเลยค่ะ และที่แรกที่เราจะไปกัน ก็คือ..
อุมิโนะนะกะมิจิ ซีไซด์ปาร์คเป็นสวนสาธารณะเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ขึ้นชื่อของแถบคิวชูเลยค่ะ สวนนี้ถูกโอบล้อมด้วยทะเลและมีความยาวรอบด้านทั้งหมดถึง 6 กิโลเมตร ภายในบริเวณสวนมีจุดชมดอกไม้หลายแห่งที่สามารถเที่ยวชมได้ในทุกฤดูกาลตลอดทั้งปีค่ะ
ราคาตั๋วค่าเข้าอยู่ที่ 450 เยน สำหร้บผู้ใหญ่ อยู่ได้ทั้งวันถือว่าไม่แพงเลย วิธีการซื้อตั๋วต้องหยอดตู้อัตโนมัติเองซึ่งมีแต่ภาษาญี่ปุ่น แต่มีเจ้าหน้าที่แนะนำอยู่ข้างๆค่ะ ไม่ยากๆ ได้ตั๋วมาแล้วก็อย่าลืมหยิบแผนที่มาด้วยนะคะ เพราะสวนกว้างมากๆ มีแผนที่คือช่วยทุ่นเวลาในการหาพิกัดต่างๆ ได้เยอะเลยค่ะ
มุมมหาชนของที่นี่ คือ ทุ่งดอกเนโมฟิลลา (Nemophila) สีฟ้าคราม ซึ่งที่นี่มีต้นเนโมฟิลลาปลูกไว้มากกว่า 1.5 ล้านต้น โดยจะเริ่มบานตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม – ต้นเดือนพฤษภาคม โชคดีที่เรามาในช่วงงาน Flower Picnic คือจะเป็นช่วงที่ได้เห็นภาพของซากุระและเนโมฟิลลาเบ่งบานพร้อมกันพอดีค่ะ
จากสถานี Hakata ขึ้นรถไฟสาย Kagoshima มาลงที่สถานี Kashii และเปลี่ยนเป็นสาย Kashii มาลงที่สถานี Uminonakamichi ซึ่งใช้ Fukuoka tourist city pass ผ่านได้ทั้งหมดค่ะ
อีกหนึ่งแลนด์มาร์คที่เป็น bucket list ของเราในทริปฟุกุโอกะครั้งนี้ก็คือที่นี่เลยค่ะ Sakurai Futamigaura
หินคู่แต่งงาน ซากุระอิ ฟุตะมิกะอุระ (Sakurai Futamigaura) ตรงนี้พิกัดถ่ายรูปสวยชื่อดังในเมืองอิโตะชิมะเลยค่ะ หินคู่แต่งงานนี้มีเอกลักษณ์มากๆ เพราะโดดเด่นด้วยเสาโทริอิสีขาวที่ตั้งอยู่ตรงหน้าหินคู่แต่งงานสองก้อน ซึ่งผูกติดกันด้วยเชือก ด้วยลักษณะของหินสองก้อนที่ตั้งอยู่เคียงคู่กัน คล้ายกับคู่สามีภรรยาที่ไม่แยกจากกัน ชาวญี่ปุ่นจึงเชื่อว่า หากคนโสดได้มาขอพรขอเนื้อคู่ ก็จะมีโอกาสได้สละโสด และได้พบกับเนื้อคู่ตามที่ปรารถนา ส่วนใครที่มีคู่อยู่แล้ว ก็สามารถมาขอพรให้ชีวิตคู่ดียิ่งขึ้นไปอีกได้ค่ะ
สิ่งสำคัญในการเดินทางมาที่นี่โดยรถสาธารณะก็คือ มาถึงปุ๊บต้องดูรอบรถบัสขากลับไว้เลยค่ะ ว่ามีรถรอบกี่โมง เรามีเวลาเดินเที่ยวถ่ายรูปเท่าไหร่ เพราะถ้าพลาดรอบรถที่จะกลับต้องรออีกนานเลย เพราะรถบัสมีแค่ชั่วโมงละเที่ยว และเที่ยวสุดท้ายคือรอบ 18.25 น. ถ้าพลาดก็คือต้องนั่งแท็กซี่กลับไปสถานีรถไฟ ซึ่งค่ารถแท็กซี่ของญี่ปุ่นแพงมากค่ะ
จากสถานี Hakata นั่งรถไฟใต้ดินสาย Airport line ไปลงสถานี Kyudai-Gakkentoshi จากนั้นขึ้นรถ Showa bus สาย 5B-2 ไปลงสถานี Futamigaura Meotoiwamae ค่ะ ซึ่งสามารถใช้ Fukuoka tourist city pass ใบเดิมได้ทั้งหมดเลยค่ะ
วันนี้เราเดินทางกลับแล้วค่ะ บินโดยสายการบิน Vietjet ออกจากที่นี่ไฟลท์เช้าตั้งแต่ 8.55 น. เราเลยต้องเช็คเอ้าท์ออกจากโรงแรมตั้งแต่เช้ามืดเลย ข้อเสียของการเดินทางเช้ามืดก็คือหารถค่อนข้างยากค่ะ เราแพลนจะนั่งแท็กซี่ไปสนามบินกัน ก็เลยปรึกษากับรีเซปชั่นของโรงแรมได้ความว่า รถแท็กซี่เมืองนี้ไม่ได้มีตลอด 24 ชั่วโมง เริ่มทำงานกัน 9 โมงเช้า ถ้าเราจะเรียกรถตอนตีห้า ต้องเดินไปที่หน้าสถานีฮากะตะ ตรงนั้นจะมีจุดบริการแท็กซี่ตลอด 24 ชั่วโมงค่ะ เรานั่งแท็กซี่ไม่ถึง 10 นาทีก็ถึงสนามบินค่ะ ค่าแท็กซี่เกือบๆ 2000 เยน
สำหรับใครที่กลับไฟลท์เช้าแบบเราแนะนำให้เผื่อเวลาที่สนามบินเยอะๆนะคะ เพราะไม่ว่าไฟล์เช้าแค่ไหนพนักงานเค้าเตอร์ก็เริ่มทำงานกัน 6.30 น. ไม่ได้เปิดเค้าเตอร์ก่อน 3 ชั่วโมงแบบบ้านเราค่ะ
หวังว่าข้อมูลของทริปเราจะเป็นไกด์ไลน์ให้ทุกคนเที่ยวได้อย่างสนุกและราบรื่นนะคะ
ขอให้เที่ยวอย่างมีความสุข และเดินทางปลอดภัยนะคะทุกคน