สวัสดีค่ะชาว fourgle จากบทความก่อน เราเคยพูดถึงเวนิสไปบ้างแล้วว่าเป็นเมืองที่มีคูคลองมากที่สุดในโลก วันนี้เราจะมาเจาะลึก เที่ยว one day trip ที่เวนิสกัน ขอเกริ่นเป็นน้ำจิ้มก่อนว่าเมืองนี้นอกจากคูคลองซอกซอยแล้ว ยังมีเรื่องราวน่าสนใจอีกเยอะมากๆเลยค่ะ
ทริปนี้เราเที่ยวหลายเมืองค่ะ พักที่เวนิส 1 คืน มีเวลาเที่ยวที่เวนิส 1 วันก่อนบินกลับไทย ซึ่งพื่นที่ของเวนิสจะแบ่งเป็น 2 ฝั่ง ฝั่งแผ่นดินใหญ่ เรียกว่า Mestre และฝั่งเกาะ เรียกว่า S.Lucia (เซนต์ลูเซีย)
👉🏻ขอชี้เป้าเรื่องที่พักไว้เล็กๆว่า..ถ้าอยากได้ที่พักในเวนิสราคาไม่แพง แนะนำให้พักที่ฝั่งแผ่นดินใหญ่(Mestre) ราคาจะถูกว่าพักบนเกาะ S.Lucia และสามารถเดินทางไปเกาะได้สะดวกค่ะ เพราะมีรถบัส รถไฟวิ่งทั้งวันทั้งคืนค่ะ
นั่งรถไฟไปเที่ยวในเกาะเวนิส จากสถานี Venezia Mestre – Venezia Santa Lucia โดยซื้อตั๋วที่สถานีค่ะ ราคา 1.25 €
เพียงครู่เดียวบนรถไฟ เราก็มาถึงมหานครแห่งสายน้ำ ฃแล้วค่ะ พอเดินออกจากสถานีก็จะเจอคลอง ซึ่งเป็นคลองหลักของเกาะเวนิส ชื่อ Grand canal ค่ะ
เป็นคลองใหญ่ใจกลางเมืองเวนิส และยังเป็นเส้นทางคมนาคมสายหลักของเมืองอีกด้วยค่ะ ในคลองแกรนด์คาแนลมีเรือสัญจรไปมามากมาย ทั้งเรือสาธารณะอย่าง Water-bus เรือแท็กซี่เฟอร์รี่ และเรือกอนโดล่า บริเวณริมคลองสองฝั่งโดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนที่มีความหลากหลายทางด้านสถาปัตยกรรมในยุคต่างๆ ด้วยเหตุนี้ เมื่อกล่าวถึงเมืองเวนิส คนทั่วโลกจึงมักจะนึกถึงภาพคลองแกรนด์คาแนลเป็นอันดับแรกเพราะเป็นภาพสะท้อนบรรยากาศและวิถีชีวิตของเมืองแห่งสายน้ำและความโรแมนติกที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของเมืองแห่งนี้นั่นเองค่ะ
เราเดินเลียบ Grand canal ไปเรื่อยๆจะพบร้านขายของต่างๆ ของที่เป็นเอกลักษณ์ของเวนิสที่สุดก็คือ “หน้ากากคาร์นิวัล”
ในอดีตเทศกาลคาร์นิวัลของเวนิส คนที่มาร่วมงานจะแต่งกายแปลกๆและสวมหน้ากากคาร์นิวัล ด้วยเหตุผลที่ว่า คนที่มีฐานะสูงที่มาร่วมสนุกในงานต้องการปกปิดฐานะของตนเอง เพื่อร่วมสนุกได้เต็มที่ไม่ต้องกลัวคนรู้จักและเสื่อมเสียชื่อเสียงในภายหลัง ปัจจุบันงานคาร์นิวัลกลายเป็นธุรกิจท่องเที่ยวอันดับ 1 ของเวนิส หน้ากากไม่ได้มีไว้เพื่อปกปิดอีกต่อไป จึงมีการออกแบบหน้ากากให้มีสีสัน และลวดลายสวยงามมากขึ้นเพื่อจำหน่ายเป็นของที่ระลึกค่ะ
นอกจากสภาพเมืองที่มีคูคลองและซอกซอยเยอะมาก เอกลักษณ์อีกอย่างหนึ่งที่อยู่คู่กับเวนิสก็คือ “เรือกอนโดล่า“
เป็นเรือพายท้องถิ่นที่นักท่องเที่ยวนิยมใช้บริการเพื่อที่จะได้ล่องเรือเที่ยวชมความสวยงามของทัศนียภาพสองฝั่งคลองอย่างใกล้ชิด
👉🏻ในสมัยก่อนเรือกอนโดล่าใช้เป็นเรือขนส่งโดยเฉพาะ ทั้งในเกาะเวนิส และระหว่างเกาะกับแผ่นดินใหญ่ ปัจจุบัน คนพายเรือกอนโดล่าต้องเป็นคนเวเนเชี่ยนเท่านั้น เนื่องจากเป็นการอนุรักษ์งานท้องถิ่นไว้ให้คนของเค้าค่ะ ส่วนค่านั่งเรือกอนโดล่าก็อยู่ที่ ชั่วโมงละ 80 EUR นั่งได้ 5-6 คน ถ้าไปกันเยอะๆถือว่าคุ้มอยู่นะคะ
เดินเลียบ Grand canal มาเรื่อยๆ ในที่สุดก็เดินมาจนถึงแลนด์มาร์คสำคัญ จตุรัสของเมือง St. Mark's Square หรือเรียกแบบอิตาเลี่ยนว่า Piazza San Macro ค่ะ
เป็นจัตุรัสที่โด่งดังที่สุดของเวนิส ความสง่างามของมหาวิหารเซนต์มาร์ก หอระฆังสูงตระหง่าน และด้านหน้าอาคารสไตล์กอธิกของวังดยุก ศูนย์กลางอันคึกคักแห่งนี้มีบทบาทสำคัญในชีวิตของชาวเวนิสมากว่า 10 ศตวรรษ รอบจตุรัสมีคาเฟ่ริมทางเดินที่เรียงรายอยู่ทั่ว หอระฆังสูงด้านหลัง คือ Campanile สามารถขึ้นไปชมวิวเมืองเวนิสได้ ค่าขึ้นชมคนละ 8 EUR ค่ะ
ตรงข้าม San Macro จะเห็นโบสถ์เบเนดิกต์ตั้งอยู่บนเกาะในลุ่มน้ำเซนต์มาร์ก นั่นคือโบสถ์ San Giorgio Maggiore เป็นหนึ่งในจุดชมวิวเส้นขอบฟ้าที่ดีที่สุดของเวนิสเลยค่ะ
เดินจากจตุรัสมาเรื่อยๆ ก็จะเจออีกจุดที่นักท่องเที่ยวนิยมถ่ายรูปกัน นั่นคือ “Bridge of sighs” หรือ สะพานแห่งการถอนหายใจค่ะ
สะพานแห่งการถอนหายใจ รู้จักกันในชื่อ Ponte dei Sospiri เป็นสะพานโค้งที่ปิดสนิทนี้สร้างจากหินปูนสีขาวและมีหน้าต่างสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่ปิดด้วยตะแกรงแคบๆ สะพานนี้สร้างขึ้นระหว่างปี ค.ศ. 1600 ถึง 1602 เพื่อเชื่อมวัง Doge กับเรือนจำที่เพิ่งจัดตั้งขึ้นใหม่ Prigioni Nuove ซึ่งอยู่ตรงข้ามคลอง Rio di Palazzo
ในสมัยก่อนสะพานนี้มักถูกใช้เพื่อนำนักโทษจากห้องสอบสวนที่ Doge's Palace ไปยังห้องขังใน Prigioni เล่ากันว่าเมื่อนักโทษที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดเดินข้ามสะพานไปยังคุกเพื่อรับโทษหรือไปที่ห้องประหาร พวกเขาจะมองเห็นโลกภายนอกเป็นครั้งสุดท้ายผ่านหน้าต่างและถอนหายใจ จึงเรียกสะพานนี้ว่า "สะพานแห่งการถอนหายใจ" นั่นเองค่ะ
เดินชมจุดสำคัญบนเกาะใหญ่ทั่วแล้ว เราก็ไปเที่ยวเกาะเล็กกันบ้างค่ะ
จะโดยสารผ่านเรือเรียกว่า วาปอเรตโต (Vaporetti) มีทั้งหมด 25 สาย แล่นผ่านคลองสายหลัก แกรนด์คาแนล (Grand Canal) ไปตามลำคลองและเกาะต่างๆของเวนิส สามารถขอแผนที่เส้นทางเดินเรือได้ที่ท่าเรือ ซึ่งเราตั้งใจจะไป Burano แค่เกาะเดียว เลยเลือกตั๋วแบบเดินทาง 75 นาที ราคา 6.5 EUR (ที่สำคัญ คือ ซื้อตั๋วที่ท่าเรือแล้วอย่าลืม Valid ตั๋วก่อนขึ้นเรือนะคะ)
เป็นเกาะที่ขึ้นชื่อในการผลิตแก้วที่โด่งดัง ทำให้เมืองเวนิสได้รับการยกย่องว่าเป็นศูนย์กลางของการผลิตแก้วคุณภาพเยี่ยมและมีความสร้างสรรค์มาหลายทศวรรษแล้วค่ะ และถ้าลองสังเกตดีๆ จะเห็นว่าบรรดาเครื่องแก้วชั้นสูงยุโรปโบราณมักนำมาจากเมือง Murano แทบทั้งสิ้นเลยค่ะ
นอกจากการชมการผลิตแก้วและเลือกซื้อเป็นของของฝาก อีกหนึ่งไฮต์ไลท์ของการเที่ยวเกาะ Murano ก็คือการเยี่ยมชมวิหารโบสถ์คริสตจักรที่ตั้งอยู่กลางเกาะแห่งนี้ค่ะ
🚤เดินทางกันต่อโดยนั่งเรือสาย 12 จาก Murano มา Burano เกือบ 1 ชั่วโมง ก็ถึง เกาะสีลูกกวาด Burano ค่ะ
เป็นหมู่บ้านชาวประมงที่สงบมาก เกาะนี่โดดเด่นด้วยอาคารบ้านเรือนสีสันสดใสเรียงรายอยู่บนเกาะ
👉🏻ที่มาของบ้านเรือนสีสันจัดจ้านเกิดจากในอดีตชาวประมงต้องการทำสัญลักษณ์ให้สังเกตเห็นเกาะได้ง่าย เพื่อที่ชาวประมงจะได้สามารถมองเห็นเกาะที่เป็นบ้านของตัวเองได้จากนอกชายฝั่งเมื่อออกเรือไปหาปลาในระยะไกล เนื่องจากมีหมู่เกาะในท้องทะเลมากมาย ทำให้สิ่งที่เห็นเด่นสะดุดตาของเกาะนี้คือ บ้านสีลูกกวาดสดใส สีฉูดฉาดไม่ซ้ำกันเลย มุมไหนก็น่าถ่ายรูปไปหมด เห็นสีสันแบบนี้ใครจะรู้ว่าการทาสีบ้านในปัจจุบันเจ้าของบ้านต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ก่อนนะคะ
นอกจากบ้านสีๆแล้วของที่ระลึกที่มีชื่อเสียงของ Burano ก็คือ ผ้าลูกไม้ ที่นี่เป็นศูนย์กลางการทำผ้าลูกไม้มาเกือบ 500 ปีแล้ว งานหัตถศิลป์ในการถักทอผ้าลูกไม้ ซึ่งจัดเป็นศิลปาชีพท้องถิ่นของเกาะแห่งนี้ที่สร้างรายได้จำนวนมากให้กับชาวบ้านด้วยค่ะ
เราเดินเที่ยวเกาะนี้ไม่นานเพราะคืนนี้ต้องบินกลับไทยค่ะ ขากลับก็นั่งเรือสาย 12 และต่อรถไฟกลับไป Mestre ค่ะ
เห็นมั้ยว่าเวนิสเที่ยวง่ายมาก มีเวลาแค่วันเดียวก็เดินเที่ยวพิกัดไฮไลต์ได้เกือบครบทุกจุด แถมได้ภาพสวยๆมาเพียบเลยค่ะ วันนี้ก็คงต้องจบทริปและขอพูดว่า “Arrivederci” ลาก่อนค่ะ