logo
จากหนึ่งในพันสู่หนึ่งในล้าน แก้จุดเริ่มอาการหัวบาตรของลูกในครรภ์

จากหนึ่งในพันสู่หนึ่งในล้าน แก้จุดเริ่มอาการหัวบาตรของลูกในครรภ์

ที่หมอแนะนำให้ยุติการตั้งครรภ์ด้วยการทำบุญ-สวดมนต์จนโพรงน้ำหายไปและเด็กปลอดภัย

Pat Sadavongvivad
@jojopat
1862
ทำบุญ
Tips and Tricks

บันทึกผลการทำบุญ+สวดมนต์เพื่อใช้หนี้กรรมโดยไม่มีการขอขมามาประกอบ โดยหวังให้ผู้อ่านนำประสบการณ์นี้ไปแก้ปัญหาชีวิตในครอบครัวได้

Credit คุณ WindGallery จาก Storylog ครับ


จากหนึ่งในพันสู่หนึ่งในล้าน

ผมเป็นผู้ชายธรรมดาคนหนึ่งอายุสามสิบกลางๆ

มีภรรยาที่น่ารักอยู่หนึ่งคน(มีแค่คนเดียว)

มีลูกชายตัวเล็กๆอยู่ในวัยกำลังเริ่มซน

และในปีที่แล้วนั้น ผมก็ได้ยินข่าวดีอีกครั้งจากภรรยา

เรากำลังจะมีเด็กตัวน้อยๆเพิ่มขึ้นมาอีกคนในครอบครัว


ชีวิตของพวกเรากำลังจะเปลี่ยน

จากสนุกสนาน เป็นวุ่นวายขึ้นอีกนิดหน่อย


นั่นเป็นเพียงแค่ความคิดแรกเริ่มของผม


อาชีพของพวกเราทั้งสองคนเป็นพนักงานบริษัทในสายไอที รายได้ยังน่าจะพอเลี้ยงเด็กสองคนไหว ถ้าประหยัดและไม่ได้ใช้จ่ายอะไรฟุ่มเฟือยมาก เงินเก็บที่มีก็ไม่ได้มากมายอะไร หนี้สินก็มีจากการซื้อบ้าน เพื่อไว้ใช้เป็นหลักเป็นฐานของครอบครัวในอนาคต ทุกอย่างดูลงตัว ชีวิตกำลังเริ่มต้นงอกงาม ในขณะที่กำลังทุกชีวิตกำลังก้าวเดินไปข้างหน้า

แต่มาวันหนึ่ง ทุกๆอย่างก็เปลี่ยนไป


20/08/2017


ในวันที่เด็กน้อยในครรภ์กำลังก้าวเข้าสู่เดือนที่ห้า


เป็นวันที่เรากำลังลุ้นกันว่า

เราจะได้เด็กชายตัวน้อย

หรือ เด็กหญิงน่ารักน่าชังมาสู่ครอบครัว


คุณหมอที่ทำหน้าที่อัลตราซาวนด์ก็แสดงสีหน้าไม่ค่อยดีและกล่าวกับพวกเราว่า..

คุณหมอคิดว่า คุณหมอพบความผิดปกติ

ตรงบริเวณสมองของน้องนะคะ

สิ่งที่พบเหมือนจะเป็นอาการโพรงน้ำในสมองขนาดใหญ่และอาจจะโตไปกดทับเนื้อสมองได้ ถ้าโพรงน้ำเกิดขยายตัว

...

..

.

.

.

.

.

.

พวกเราลืมเรื่องความตื่นเต้นทั้งหมดที่มีมาตลอดวันจนหมดสิ้น เข่าผมอ่อนลงและสัมผัสพื้นห้องเบาๆ แล้วถามหมอซ้ำอีกครั้งว่า อะไรนะครับ


คุณหมอพยายามอธิบายพวกเราใหม่อีกครั้ง


และคราวนี้ พวกเราเข้าใจแล้วว่า มันไม่ใช่เรื่องปกติ


ความเสี่ยงในการเกิดอาการนี้ พบไม่บ่อยนัก


แต่ความเสี่ยงในการส่งผลต่อพัฒนาการและต่อชีวิตมีสูง จนคุณหมอต้องเอ่ยปากบอกล่วงหน้าว่า ถ้าโพรงน้ำมีการขยายตัวเร็วจนกดทับสมองโอกาสที่น้องจะกลายเป็นผัก และอายุสั้นนั้นสูงจนแพทย์อาจแนะนำให้ทำการ terminate (ยุติการตั้งครรภ์)

.

.

.


.

.

.

สิ่งเดียวที่เหลือทิ้งไว้ในวันตรวจคือ

เราไม่สามารถบอกได้ว่าโพรงน้ำเติบโตเร็วแค่ไหน

เพราะภาพอัลตร้าซาวนด์เป็นแค่ภาพ ณ วันนี้

คุณหมอจะขอนัดตรวจซ้ำอีกครั้งใน 3 วีคหน้า

เพื่อวัดการขยายตัวของโพรงน้ำในสมองกัน

และโอกาสที่จะเป็นเคสที่เลวร้ายที่สุด

ในความเห็นของคุณหมอตอนนี้คือ 50%

.

.

.

.

คืนนี้ ครอบครัวเราอยู่ท่ามกลางความมืด

ที่ไม่ใช่แสงไฟ แต่เป็นความอึมครึมของสถานการณ์ที่มองไม่ออกว่าอนาคตตรงหน้าจะเป็นแบบไหน เด็กน้อยจะปลอดภัยหรือเปล่า หรือเขาจะมีปัญหาอะไรที่จะทำให้เขาออกไปใช้ชีวิตยากขึ้นไหม

และเราจะดูแลเขาไหวหรือเปล่า

รวมไปจนถึง

เขาจะไปกับเราไหวไหม?

และถ้าวันนึงที่เราไม่ได้อยู่กับเขาแล้วล่ะ

เขาจะเอาตัวรอดต่อไปยังไง?

.

.

.

และก็เลยเป็นการลงความเห็นร่วมกันว่า

เราจะลองหาข้อมูลให้มากที่สุด

ว่าเราจะไปด้วยกันกับเขาได้ถึงไหน

พวกเราเริ่มหาข้อมูล จากคนใกล้ตัว

และแหล่งข้อมูลมุ่งชี้ไปตรงกันว่าควรจะ

ไปพบหมอที่เก่งด้านอัลตร้าซาวนด์เด็กที่สุด

ที่โรงพยาบาลใจกลางเมืองหลวง

ด้วยความพยายามและความช่วยเหลือของญาติ

และเพื่อนๆหลายคน

เราก็ได้รับโอกาสนั้นมาในอาทิตย์ต่อมา

ผลการอัลตร้าซาวนด์ครั้งนี้ ช่วยยืนยันให้เรา

เผชิญหน้ากับความจริงที่ว่า เด็กน้อยมีความผิดปกติแน่นอน

ช่วงเวลาระหว่างนี้ ผมพยายามหาข้อมูลของโรค

พบข้อมูลสำคัญๆที่น่าสนใจหลักๆคือ

- ชื่อโรค คือ Ventriculomegaly

- อัตราการพบในเด็กไทย คือ 1:1000 คน/ปี

- อาการคือโพรงน้ำในสมองโตจนดันให้ขนาดศีรษะเด็กโตผิดปกติ

- บางครั้งเรียกว่าโรคนี้ว่า โรคหัวบาตร หรือหัวแตงโม

- โดยทั่วไปจะส่งผลให้เด็กมีปัญหาด้านพัฒนาการ

- ถ้าเลวร้ายมากที่สุดจะส่งผลให้สมองถูกทำลายและอายุสั้น


ที่น่าเสียใจมากคือแทบไม่สามารถหาข้อมูลงานวิจัยหรือผลข้างเคียงหรือสถิติการเกิด หรือแม้กระทั่งสาเหตุของการเกิดโรคในพื้นที่บ้านเราได้เลยเพราะงานวิจัยทางการแพทย์ไม่สามารถเข้าถึงข้อมูลผู้ป่วยได้ (ติดทางกฏหมาย) และงบวิจัยที่มีมักจะเป็นทุนระยะสั้น ในขณะที่อาการและผลของโรคนี้มักต้องใช้เวลาในการติดตามผลยาวนาน


ข้อมูลที่ผมค้นหามาอ่านได้ กลับเป็นผลงานวิจัยทางการแพทย์ของประเทศฝรั่งเศส ปี 2006 (ที่ตีพิมพ์เป็นภาษาอังกฤษ) มีการเก็บรวบรวมเคสของโรคนี้ไว้มากถึง 167 เคส และผลลัพธ์ต่อการพัฒนาการคือ


ถ้ารอดชีวิตจะมีโอกาสราวครึ่งหนึ่งที่จะมีพัฒนาการปกติ และมีจุดบ่งชี้ว่าเกิดความผิดปกติ คือ มีขนาดของโพรงน้ำใหญ่ตั้งแต่ 10 มิลลิเมตรขึ้นไป


ถ้า 10-12 มิลจะถือว่ามีความผิดปกติระดับน้อย (mild) แต่ถ้าโพรงใหญ่เกิน 15 มิลจะถือว่าระดับอันตราย (moderate to severe)

28/08/2017

ผลการตรวจของโรงพยาบาลที่สอง

เด็กน้อยของเรามีโพรงน้ำโตอยู่ในสมองข้างขวาขนาด 11.4 มิลลิเมตร และคุณหมอขอนัดตรวจซ้ำอีก 3 วีคเช่นกัน เพื่อติดตามดูผล

เป็นช่วงเวลาสามอาทิตย์ที่ยาวนาน

เราไม่ต้องกินยาอะไร หรือต้องปฏิบัติตัวอะไรเป็นพิเศษ มีเพียงแค่ต้องคอยประคับประคองกำลังใจของคนข้างๆไปด้วยกัน หลังจากช่วงเวลาที่มืดมนที่สุด เราก็ตกลงใจกันว่า ถ้าหากแม้เขามีโอกาสที่จะอยู่รอดต่อได้ด้วยตัวเอง

เราสองคนจะไม่ตัดโอกาสของเขาทิ้ง

ไม่ว่ามันจะลำบากกับเรามากขึ้นแค่ไหน


13/09/2017


ในวันที่ครบนัดสามอาทิตย์ของโรงพยาบาล

เราถามคุณหมอทุกอย่างที่เป็นไปได้ทางวิทยาศาสตร์ว่ามีโอกาสผิดพลาดไหม จะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่โพรงน้ำได้หรือไม่ และด้วยอัตราความเสี่ยงจากดาวน์ซินโดรมที่ระดับ 1:17,000 เราขอให้คุณหมอช่วยสังเกตว่าเขาจะมีความเสี่ยงอะไรอีกบ้าง


คุณหมอช่วยไล่ กระดูก จมูก หัวใจ คอ ข้อนิ้ว หัวใจ ฯลฯ และให้ความเห็นว่าไม่พบลักษณะใดบ่งชี้ว่าเป็น ปัญหามีเพียงข้อเดียวคือโพรงน้ำในสมองฝั่งขวาเท่านั้น


และขนาดก็ขยับขึ้นมาเป็น 12.4 มิลลิเมตร


วันนั้นเราสองคนก็ตัดสินใจไม่ terminate การตั้งครรภ์ และลุยต่อไปด้วยกัน ถ้ายังมีความหวัง เราจะไม่ทิ้งเขาไป


20/09/2017


โรงพยาบาลที่สองยืนยันขนาดโพรงน้ำอยู่ที่ 12-13 มิลลิเมตร


ในท่ามกลางความมืดมิดของวิทยาศาสตร์การแพทย์ ก็มีผู้ใหญ่ท่านนึงส่งคำแนะนำเล็กๆที่เหมือนเป็นแสงไฟฉายเล็กๆในถ้ำมืดมิด แต่ภายหลังกลับกลายเป็นไฟสว่างใหญ่ดุจสปอตไลต์ชี้ทางออกให้ครอบครัวเรา


"***เจ้าภาพโดยตรง

-พระธาตุพนม

-พระธาตุขามแก่น (ขอนแก่น)

-วัดเชียงทอง (หลวงพระบาง)


อันนี้คือ optional :

ปิดทอง(แท้) 15 แผ่นที่ศีรษะ ตำแหน่งสมอง ดังนี้ :

-หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง (ฝั่งธน)

-หลวงปู่รอด วัดโคนอน

-หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว


ท่องอิติปิโส 9 จบ และกรวดน้ำ"


30/09/2017


จากโจทย์ที่ได้รับมา ผมพาครอบครัวไปปิดทองตามคำแนะนำที่วัดกิ่งแก้ว หลวงปู่เผือก (อยู่ไม่ไกลสนามบินสุวรรณภูมิเท่าไรนัก) พาเด็กน้อยไปทำบุญให้น้อง และกลับบ้านมาสวดมนต์ทำจิตใจให้สงบ


08/10/2017

พาภรรยาและลูกไปปิดทองสวดมนต์กับหลวงปู่เอี่ยม สุวณฺณสโร. วัดหนังราชวรวิหารและวัดโคนอน ภาษีเจริญ + กรวดน้ำ

15/10/2017

กลับมาตรวจที่โรงพยาบาล


ผลตรวจขนาดโพรงน้ำอยู่ที่ 13 มิลลิเมตร


หลังจากนั้น ผมก็โทรไปปรึกษากับผู้ใหญ่ท่านนั้นต่อ และถามว่าหากเราต้องการแก้ปัญหาให้เด็กน้อยปลอดภัย ครอบครัวเราควรทำอย่างไรบ้างถึงจะแก้ปัญหาได้


คำแนะนำที่ได้รับคือ ให้ทำดังนี้ (ห้ามสลับลำดับ)


1. ปิดทองคำแท้คนละ 3 ใบ

กับหลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง + กรวดน้ำ

2. ถวายปูน 1 กระสอบกับเหล็กเส้น

กับพระอาจารย์อำนวยเจ้าอาวาศ วัดป่ามณีกาญจน์ + กรวดน้ำ

สวดธรรมจักรทั้งพ่อและแม่ทุกวันแล้วกรวดน้ำให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหมดกับอาการนี้ โดยแยกกันสวดได้ ไปจนลูกอายุครบ 3 เดือน


21/10/2017 (6 วันหลังจากตรวจ)


พาครอบครัวไปปิดทองคำแท้คนละ 3 ใบ (โดยระลึกถึง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์) กับ หลวงปู่เอี่ยม วัดสะพานสูง (นนทบุรี) กรวดน้ำฝากให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่และลูก


25/10/2017 (3 วันหลังจากทำตามคำแนะนำ)


@โรงพยาบาล C

ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 10.6 มิลลิเมตร!

ด้วยเงื่อนไขอื่นที่เหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าจะเป็น อาหารการกิน น้ำดื่ม การนอน การใช้ชีวิตประจำวัน และไม่ได้แตะต้องหรือกินยาอะไรเพิ่มเป็นพิเศษ แต่อยู่ๆโพรงน้ำก็หดตัวลงในอัตราในเร็วกว่าตอนขยาย

พวกเราไม่มีคำอธิบายอื่นใดมาตอบ

ได้แต่เพียง..


Never give up!


28/10/2017


เดินทางไปถวายปูน 1 กระสอบกับเหล็กเส้น 1 เส้น กับพระอาจารย์อำนวยเจ้าอาวาศ วัดป่ามณีกาญจน์ กรวดน้ำฝากให้เจ้ากรรมนายเวรของพ่อแม่และลูก


05/11/2017


@โรงพยาบาล H

The miracle happened

ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 8.7 มิลลิเมตร!


22/11/2017


เข้าตรวจซ้ำอีกรอบที่ @โรงพยาบาล C

ขนาดโพรงน้ำลดเหลือ 8.3 มิลลิเมตร

🙂

และชีวิตก็ขยับเข้าสู่ความหวังที่ยิ่งใหญ่


29/11/2017

@โรงพยาบาล H

คุณหมอตรวจไม่พบโพรงน้ำในสมองของเด็กน้อย และขอตรวจเช็คอีกทีหลังคลอด


02/01/2018


Safe landing..

เด็กน้อยคลอดออกมาอย่างปลอดภัย


03/01/2018


คุณหมอพาน้องเข้าอัลตร้าซาวนด์ศีรษะหลังคลอด

และพบว่าทุกอย่างปลอดภัย


Everything is ok.


มันคือความโชคร้ายที่เจอโรคร้ายในระดับ 1 ในพัน


แต่ความโชคดีที่มากกว่าคือ ขอบคุณคนข้างๆ ทั้งซ้ายขวา ข้างหน้า ข้างหลัง ข้างบน และล่าง ขอบคุณทุกๆคนที่ช่วย support ให้เด็กน้อยอยู่รอดมาได้อย่างปลอดภัย

และขอบคุณที่สุดสำหรับพี่โจ้ Decem สำหรับความช่วยเหลือและคำแนะนำดีๆที่พาเด็กน้อยมาสู่โลกปัจจุบันอย่างปลอดภัย


ขอบคุณมากครับ

Follow up

หลังจากเด็กน้อยคลอดออกมาได้ 3 เดือน พ่อแม่พาไปตรวจและพบโพรงน้ำในอัณฑะ


แต่คราวนี้พ่อแม่รับมือเป็นแล้วด้วยความชำนาญ จึงพาเด็กน้อยไป repeat process เดิมด้วยตนเอง และโพรงน้ำนี้ก็หายไปเองแบบเดิม

หลวงปู่เอี่ยม วัดหนังราชวรวิหาร

map-marker
Location Unavailable
This location is no longer available in fourgle.

“หนังไม่เหนียว อย่าเที่ยววัดหนัง” เป็นคำพูด วลีติดปาก ของคนเล่นพระ เพราะมีความเชื่อถือ ความศักดิ์สิทธิ์ของพระเครื่อง วัตถุมงคล ของ หลวงปู่เอี่ยม แห่งวัดหนังราชวรวิหาร ฝั่งธนบุรี พระปิดตายันต์ยุ่งของท่าน ได้รับความนิยมอย่างมาก รวมทั้งเครื่องราง หมายทุย ก็เป็นอีกหนึ่งของศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กัน รวมทั้ง หลวงปู่เอี่ยม ยังเป็นเกจิอาจารย์ ที่ รัชกาลที่ 5 ทรงให้ความเคารพนับถือ จนมีเรื่องราวปราฏิหารย์เป็นที่เลื่องลือ

หลวงปู่เอี่ยม พื้นที่ถิ่นเกิด กำเนิดเป็นชาวบางขุนเทียน ริมคลองบางหว้า ท่านเกิดเมื่อ วันศุกร์ เดือน 11 ขึ้น 8 ค่ำ จุลศักราช 1149 ปีมะโรง จัตวาศก ตรงกับวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2375 รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นบุตรของ นายทอง และ นางอู่ ครอบครัวประกอบอาชีพทำสวน ตระกูล หลวงปู่เอี่ยม แต่เดิม มีนามสกุลว่า ทองอู่ แต่ไปคล้ายกับพระนามเจ้าต่างกรมพระองค์หนึ่ง เมื่อครั้งรัชกาลที่ 6 พระราชทานนามสกุล จึงได้เปลี่ยนเป็น ทองอู๋ และใช้สืบมาจนปัจจุบัน

ในวัยเด็ก โยมพ่อโยมแม่ของท่านได้นำท่านมาฝากมาเรียนหนังสือที่สำนัก หลวงปู่รอด อดีตผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดหนัง อายุ 11 ปี ได้เริ่มศึกษาพระปริยัติธรรม และต่อมาได้ย้ายมาอยู่ที่วัดเลียบ ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 เมื่อท่านมีอายุครบ 22 ปี ได้เข้าอุปสมบท ณ พัทธสีมา วัดราชโอรสาราม หรือ วัดจอมทอง ฉายา “สุวณฺณสโร” มีพระสุธรรมเทพเถระ (เกิด) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระธรรมเจดีย์ (จีน) กับพระภาวนาโกศลเถร (รอด) เป็นคู่กรรมวาจาจารย์


เมื่ออุปสมบทแล้ว หลวงปู่เอี่ยมได้ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดนางนอง ท่านก็ได้เจริญรอยตามหลวงปู่รอด วัดโคนอน มาตลอดเวลา และได้ศึกษาวิปัสสนากรรมธุระ ท่านอยู่รับใช้หลวงปู่รอดจนมรณภาพ จึงได้รับนิมนต์จากชาวบ้าน มาเป็นเจ้าอาวาสวัดหนัง เนื่องจากในขณะนั้น วัดหนังไม่มีผู้ดูแล ท่านจึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นพระครูศีลคุณธราจารย์ ไปอยู่วัดหนัง มีนิตยภัตราคาเดือนละ 2 ตำลึง ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2442 จึงได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเลื่อนเป็นพระภาวนาโกศลเถร ที่พระราชาคณะ มีนิตยภัตราคาเดือนละ 3 ตำลึง


ชื่อเสียงของหลวงปู่เอี่ยม ได้เป็นที่พูดถึงมาจนปัจจุบันนั้น มาจากเหตุการณ์ ขณะที่รัชกาลที่ 5 ต้องเสด็จประพาสยุโรป จึงได้มาปรึกษาหลวงปู่เอี่ยม ท่านก็ได้ทำนายไว้ว่าพระองค์ท่านจะบรรลุผลสำเร็จพระบรมราโชบายทุกประการ แต่จะต้องประสบกับสัตว์ที่ดุร้ายในยุโรป และท่านจะต้องทรงขี่มัน

หลวงปู่ท่านได้มอบ พระคาถาเสกหญ้าให้ม้ากิน และมอบยันต์มงกุฎพระพุทธเจ้าให้กับพระพุทธเจ้าหลวง และจะปกป้องคุ้มครองพระองค์ท่านให้ทรงปลอดภัย และคาถาดังกล่าวก็คือคาถามงกุฎพระพุทธเจ้า และสุดท้ายฝ่ายฝรั่งก็ยอมศิโรราบในที่สุด เพราะรัชกาลที่ 5 ทรงเสกหญ้าให้ม้ากิน และบังคับม้าตัวนั้นได้


สำหรับการสร้างพระปิดตาเนื้อสัมฤทธิ์ ซึ่งประมาณการกันว่า ท่านคงได้สร้างมาตั้งแต่ประมาณปี พ.ศ.2441 ตอนที่ท่านได้มาครองที่วัดหนังแล้ว และเมื่อคราวบูรณะเขื่อนที่หน้าวัดหนัง ปี พ.ศ.2463 ก็มีการเทพระชัยวัฒน์และพระปิดตาเนื้อสัมฤทธิ์ เพื่อสมนาคุณแก่ ผู้บริจาคเงินช่วยเหลือในครั้งนั้นด้วย


หลวงปู่เอี่ยมถึงแก่มรณภาพด้วยโรคชราเมื่อวันที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2469 สิริอายุ 93 ปี 71 พรรษา ครองวัดหนังนานถึง 27 ปี

วัดโคนอน หลวงปู่รอด

map-marker
Location Unavailable
This location is no longer available in fourgle.

วัดโคนอน แขวง บางหว้า เขตภาษีเจริญ กรุงเทพฯ เป็นอีกวัดหนึ่งที่มีพระเกจิอาจารย์ชื่อดัง เป็นวัดที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติชีวิตของ 2 พระเกจิอาจารย์ดัง คือ หลวงปู่รอด และหลวงปู่เอี่ยม สุวัณณสโร อดีตเจ้าอาวาสวัดหนัง บางขุนเทียน กรุงเทพฯ

เมื่อครั้งที่หลวงปู่รอด ถูกถอดสมณศักดิ์ "พระภาวนาโกศล" เพราะไม่ยอมถวายอดิเรกรัชกาลที่ 4 ในคราวเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระกฐิน ท่านได้ย้ายไปอยู่วัดโคนอน พร้อมกับหลวงปู่เอี่ยมผู้เป็นศิษย์เอก และเมื่อหลวงปู่รอดมรณภาพแล้ว หลวงปู่เอี่ยมก็เป็นเจ้าอาวาส "วัดโคนอน" รูปต่อมา


กล่าวสำหรับอัตโนประวัติของหลวงปู่รอด อาจจะไม่ค่อยชัดเจน เพราะท่านเป็นเกจิอาจารย์ยุคเก่า แต่เท่าที่ปรากฏหลักฐาน ท่านมีภูมิลำเนาอยู่คลองบางขวาง ตำบลคุ้งถ่าน อำเภอบางขุนเทียน จังหวัดธนบุรี (ในสมัยนั้น) เดิมท่านเป็นฐานานุกรมในพระนิโรธรังสี เจ้าอาวาสวัดหนัง บางขุนเทียน


หลวงปู่รอดเป็นผู้เชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน เมื่อพระนิโรธรังสีมรณภาพ ได้รักษาการอยู่ช่วงหนึ่ง ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ไปดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดนางนอง และได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็น "พระภาวนาโกศลเถร"

ในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 เสด็จพระราชทานกฐินวัดนางนอง หลวงปู่รอดไม่ยอมถวายอดิเรก ทางราชการจึงปลดออกจากตำแหน่ง และริบสมณศักดิ์คืน ซึ่งอาจจะเป็นเพราะความคิดที่ท่านไม่เห็นด้วย ในการที่รัชกาลที่ 4 ทรงตั้ง "ธรรมยุติกนิกาย" ขึ้นมา ทำให้สงฆ์ต้องแตกแยกกันนั่นเอง ซึ่งเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่ผู้ใดไม่เห็นด้วยก็ไม่ควรเป็น "พระราชาคณะ" อีกต่อไป เมื่อหลวงปู่รอดถูกถอดจากสมณศักดิ์แล้ว ก็ออกจากวัดนางนอง กลับไปยังวัดบ้านเกิดที่ห่างไกลจากความเจริญ คือ "วัดโคนอน" และได้มรณภาพที่วัดนั้น


หลวงปู่รอด ได้ชื่อว่าเป็นพระผู้ทรงวิทยาคม พุทธคุณขลัง ได้ถ่ายทอดสรรพวิชาต่างๆ ให้หลวงปู่เอี่ยม วัดหนัง ประวัติกล่าวถึงด้านปาฏิหาริย์เป็นที่เล่าขานกันมาก เป็นที่ฮือฮาในยุคนั้น เช่น ความสามารถในเรื่องการถอนคุณไสย การเดินธุดงค์ตามป่าเขา ได้ผจญกับสัตว์ร้ายนานาชนิด โดยเฉพาะโขลงช้างที่ดุร้าย แต่สัตว์เหล่านั้นก็ไม่สามารถทำอันตรายท่านได้ หรือบางครั้งก็ถูกลองดีจากพวกที่มีวิชาอาคมต่างๆ เช่น พวกกะเหรี่ยง เขมรก็สามารถสยบได้หมด


อีกเรื่องหนึ่งที่จะต้องกล่าวถึงคือ หลวงปู่รอด เดินบนใบบัว เมื่อครั้งที่ได้ออกเดินธุดงค์พร้อมด้วยสามเณรลูกศิษย์รูปหนึ่ง พอถึงห้วยกระบอก จังหวัดกาญจนบุรี ด้านหน้าที่จะเดินต่อไปเป็นบึงกว้าง ด้านข้างเป็นเขาสูงชันลำบากต่อการปีนป่ายข้ามไป หลวงปู่รอดจึงหันมาถามสามเณรว่า จะข้ามน้ำกลางบึงไปด้วยกันไหม สามเณรตอบว่า ถ้าหลวงปู่ข้ามไปได้ ผมก็จะข้ามไปด้วย หลังจากนั้นหลวงปู่รอดก็เจริญอาโปกสิณครู่หนึ่ง แล้วจึงก้าวไปบนใบบัวอย่างช้าๆ จนถึงฝั่ง


ส่วนสามเณรก็เดินตามหลวงปู่ไปทุกฝีก้าว สุดท้ายไม่เหยียบตามท่านที่ก้าวสุดท้ายก่อนขึ้นฝั่ง จึงตกไปในน้ำ หลวงปู่รอดจึงกล่าวกับสามเณรว่า "เห็นไหม กำชับไว้แล้วยังพลาดจนได้ ถ้าเป็นกลางบึงอาจจมน้ำได้ การทำเช่นนี้ต้องมีสมาธิจิตใจแน่วแน่" นอกจากนี้ยังมีเรื่องปาฏิหาริย์ของหลวงปู่รอดอีกมากมายหลายเรื่อง


วัดกิ่งแก้ว หลวงปู่เผือก

map-marker
Location Unavailable
This location is no longer available in fourgle.

พระครูกรุณาวิหารี หรือ หลวงปู่เผือก (12 สิงหาคม พ.ศ. 2412 - 29 มีนาคม พ.ศ. 2501) เป็นพระเกจิอาจารย์ที่มีชื่อเสียงของจังหวัดสมุทรปราการในยุคกึ่งพุทธกาล พระเครื่องของท่านมีอานุภาพมากมาย มีประสบการณ์ในทางเมตตามหานิยม แคล้วคลาดอันตราย อธิษฐานได้ตามความปรารถนากล่าวคือท่านสำเร็จผงอิทธิเจ ผงปัถมัง ยันต์นะเมตตา ยันต์ฤๅษี ฯลฯ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจาก หลวงปู่ทอง อายะนะ แห่งวัดราชโยธา ศิษย์ร่วมสำนักเดียวกับท่านได้แก่ หลวงพ่อพัก วัดบึงทองหลาง หลวงปู่ปั้น วัดสะพานสูง (บางซื่อ) และหลวงพ่อผือก วัดลาดพร้าว

หลวงปู่เผือก ปญฺญาธโร ท่านเกิดเมื่อวันที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2412 ตรงกับปีที่ 1ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ บ้านคลองสำโรง จังหวัดสมุทรปราการ โยมบิดาชื่อ นายทองสุข มารดาชื่อ นางไข่ บุญสุขทอง มีพี่น้องรวม 8 คน ท่านเป็นบุตรคนที่ 5 เมื่อปี พ.ศ. 2433 อายุครบ 21 ปี ท่านได้อุปสมบทตามประเพณี ณ วัดกิ่งแก้วโดยมีหลวงปู่ทอง อายะนะ (อดีตเจ้าอาวาสวัดลาดบัวขาว) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์อิ่ม อินทสโร วัดกิ่งแก้ว เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และมีฉายาว่า ปญฺญาธโร เมื่ออุปสมบทแล้วจำพรรษาที่วัดกิ่งแก้วโดยตลอด โดยได้ศึกษาภาษาไทยเพิ่มเติมจนแตกฉาน จึงเริ่มศึกษาพระธรรมวินัย อักขระขอม และฝึกการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยมีพระอาจารย์อิ่ม เป็นผู้สั่งสอนอบรม

เมื่อปี พ.ศ. 2442 พระอาจารย์อิ่ม อินทสโร ได้มรณภาพลง ที่ประชุมสงฆ์และชาวบ้านเห็นพ้องต้องกันที่จะให้ท่านเป็นเจ้าอาวาสสืบต่อมา ขณะนั้นท่านมีอายุได้ 30 ปี และเมื่อท่านเป็นเจ้าอาวาสวัดกิ่งแก้วแล้ว ท่านจึงได้เริ่มทำการพัฒนาอาคารสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ภายในวัดกิ่งแก้วครั้งใหญ่ด้วยความร่วมมือและพร้อมใจจากคณะสงฆ์และลูกศิษย์ ต่างช่วยแรงกายและร่วมบริจาคทรัพย์ให้การพัฒนาบูรณะวัดลุล่วงไปได้ด้วยดี ปรากฏสืบมาจนถึงวันนี้ วันที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2481 จึงโปรดพระราชทานสัญญาบัตรตั้งสมณศักดิ์ให้ท่านเป็นพระครูกรุณาวิหารี[1]


เมื่อปี พ.ศ. 2496 ท่านเริ่มอาพาธตลอดมา และ ถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2501 ในแผ่นดินพระบาทสมเด็จพระมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร สิริอายุได้ 88 ปี 67 พรรษา รวมระยะเวลาในการครองวัดได้นานถึง 59 ปี



หลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว กับ 2 ในหลวง คราวช้อนปลากัดหม้อ ณ ทุ่งบางพลี

หลวงปู่เผือก หรือพระครูกรุณาวิหารี พระเถราจารย์ผู้เฒ่า แห่งวัดกิ่งแก้ว ได้เคยแสดงอภิญญาจิต ให้ปรากฏแก่ญาติมิตร ศิษย์ที่นับถือเห็นประจักษ์มานับครั้งไม่ถ้วน ครั้งนี้ก็เช่นกัน


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล รัชกาลที่ ๘ ซึ่งเสด็จเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ ตั้งแต่ยังเยาว์พระชันษา เมื่อพระองค์ทรงว่างเว้นจากพระราชภารกิจ ย่อมจะหาโอกาสเที่ยวเล่นเหมือนเด็กทั่วไปบ้างเป็นธรรมดา ยิ่งมีพระอนุชาธิราชคู่พระทัย ที่มีพระชนม์มายุใกล้เคียงกันด้วยแล้ว ก็ยิ่งเป็นที่สำราญพระราชหฤทัยยิ่งนัก


ณ ท้องทุ่งราชาเทวะ ซึ่งสมัยนั้นเขียวชอุ่มด้วยพรรณไม้นานับปการ บ้านเมืองอุดมสมบูรณ์ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว ปลาใหญ่ ปลาน้อยชุกชุม ชุ่มเนื้อเย็นใจแผ่นดินเป็นที่ยิ่ง ยิ่งไปกว่านั้น ปลากัดหม้อ หรือปลาลูกหม้อ ของทุ่งราชาเทวะ นั้นก็ปรากฏชื่อเลื่องลือว่า กัดเก่ง กัดทน กว่าปลากัดสังกัดคุ้งน้ำใด ๆ ในสยาม ถึงหน้าน้ำ น้ำหลากล้นทุ่ง การเดินทางทางเรือ สะดวก สนุก ยิ่งนัก ในแต่ละวัน จะมีเด็ก ๆ พากันมาดักช้อนปลากัดไปกัดเล่นกันสนุกสนาน


กล่าวถึงหลวงปู่เผือก ซึ่งอยู่วัดกิ่งแก้ว วันนั้น ท่านลุกขึ้นมาสั่งชาวบ้านบางพลี พระลูกวัด และคณะกรรมการวัดกิ่งแก้ว เป็นใจความว่า “ ให้ชาวบ้าน และชาววัดช่วยกันปัดกวาด ทำความสะอาดวัด ให้โล่งเตียน ให้ชาวบ้าน เตรียมอาหารคาวหวาน อย่างดี ๆ อร่อย ๆ และขนมหวาน ที่ดี ๆ ให้พร้อมไว้ เพราะพรุ่งนี้ ตอนบ่ายแก่ ๆ จะมีผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ มาที่วัด” คำสั่งย่อมเป็นคำสั่ง ชาวบ้าน และชาววัด พากันทำตามที่หลวงปู่เผือกสั่งอย่างขมักเขม้น แม้แต่ละคนจะสงสัยคล้ายกันว่า ผู้มีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ที่หลวงปู่เผือกหมายถึงนั้นคือใคร หรือจะเป็นลูกหลานข้าราชการใหญ่ ลูกหลานเศรษฐีท่านใดก็ไม่ทราบ ไม่เป็นไร พรุ่งนี้บ่ายคงรู้กัน

ครั้งรุ่งเช้า วัดเตียน เลี่ยนโล่ง โอ่โถง สะอาดตา อีกทั้งกับข้าว อาหารหวานคาว ขนมนมเนยชั้นดี ที่ชาวบ้านช่วยกันเสาะหามา อยู่พร้อมหน้า ณ ศาลาวัด รอให้หลวงปู่เผือก เรียกหาตั้งแต่ตอนสาย ครั้งเวลาล่วงไปใกล้เพล มีเรือยนต์ลำไม่ใหญ่นัก วิ่งมาจอดชายทุ่ง ในเรือมีคนมาไม่กี่คน แต่ละคนแต่งเนื้อ แต่งตัวดี ผิดกับชาวบ้านทั่วไป มีเด็กสองคน รูปร่างหน้าตาหมดจรด ท่าทางมีสง่าราศรี เหมือนลูกคนมีบุญหนักศักดิ์ใหญ่ ลงจากเรือมากันสองคน ทั้งหมดช่วยกันช้อนปลา ตักปลา เล่นน้ำกันอย่างสนุกสนาน ปลาที่คณะ คนทั้งสองต้องการคือ ปลากัดลูกหม้อ อันโด่งดังของชาวราชาเทวะนั่นเอง ชาวบ้าน เรียบเคียงมองดูเด็กชายสองคน พร้อมทั้งชาวคณะด้วยความสนใจ แต่ก็ยังไม่รู้ว่าใคร จะเข้าไปถามก็ไม่กล้า คิดเอาเองว่า คงเป็นลูกขุนน้ำขุนนางจากกรุงเทพ ฯ มาเที่ยวเล่นสนุก ตามประสาเด็ก หารู้ไม่ว่าท้องทุ่งราชาเทวะมีบุญ เพราะได้มีโอกาสต้อนรับเจ้าชีวิตองค์ใหม่ พร้อมทั้งพระอนุชาธิราช จนบ่ายคล้อย เด็กชายสองคน ขึ้นเรือ พร้อมผู้คน และเรือยนต์ได้ขับเคลื่อนออกจากชายทุ่ง วิ่งมาจอดที่ศาลาท่าน้ำวัดกิ่งแก้ว คนบนเรือ จึงขึ้นไปกราบเรียนหลวงปู่เผือก ซึ่งขณะนั้นนุ่งห่มผ้าเสร็จเรียบร้อย รออยู่พักใหญ่แล้วว่า “ บัดนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล พร้อมทั้งพระอนุชา (พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่9 ) เสด็จประพาสชลมารค เป็นการส่วนพระองค์ ต้องการขึ้นมากราบนมัสการ หลวงพ่อวัดกิ่ง ฯ”

หลวงปู่เผือกท่านทราบแต่ต้นแล้ว ว่า ในหลวงจะเสด็จมา แต่ที่ไม่แจ้งให้ชาวบ้านทราบก็เพราะว่า เกรงว่าจะแตกตื่นกัน และเกรงว่าจะเป็นการขัดพระราชหฤทัยที่ต้องการสนุกสนานเป็นการส่วนพระองค์ เมื่อคณะกรรมการวัด พร้อมทั้งชาวบ้านได้ทราบ ก็พากันออกมาเฝ้ารับเสด็จ อย่างใกล้ชิด หลวงปู่เผือก ได้ทูลเชิญเสด็จขึ้นมายังศาลาการเปรียญ ซึ่ง ได้เชิญพระกระยาหาร ขึ้นไปเตรียมรับเสด็จเป็นที่เรียบร้อยพร้อมมูลแล้ว ซึ่งในหลวงทั้งสองพระองค์ ก็รับคำกราบบังคมทูลเชิญด้วยความเต็มพระทัยยิ่ง หลังเสวยเสร็จ ทรงมีพระราชปฎิสัณฐานกับหลวงปู่เผือก และชาวบ้านที่มารับเสด็จ อย่างเป็นกันเอง สร้างความประทับใจ ภูมิใจ แก่ชาวราชาเทวะ อย่างไม่รู้ลืม

ในปลายชีวิต ของหลวงปู่เผือก เมื่อสมเด็จพระอนุชาธิราช ได้เสด็จขึ้นครองราชสมบัติ เป็น “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดช มหาราช ฯ” รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ ไปทรงเยี่ยมหลวงปู่เผือก วัดกิ่งแก้ว ซึ่งอาพาธ พักรักษาตัวอยู่ที่ โรงพยาบาลสงฆ์ หลายครั้ง หลายวาระด้วยกัน ทรงมีความห่วงใยหลวงปู่เผือกมาก ในครั้งหนึ่ง หลวงปู่เผือก ได้ถอดตะกรุดทองคำประจำกาย ซึ่งหลวงปู่คาดประจำที่เอว ออกถวายในหลวงไป ด้วยความซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณ ที่ทรงห่วงใยจนถึงกับเสด็จมาทรงเยี่ยมหลวงปู่เผือกด้วยพระองค์เอง...

ขอบคุณ รูปภาพประกอบเรื่องเล่า จากกูเกิ้ล


เขียนเมื่อ 15 เมษายน พ.ศ. 2554 เวลา 0.44 น.


เขียนขึ้นใหม่จากโครงเรื่องในหนังสือพระเล่มเก่า (จำไม่ได้ว่าเป็นหนังสือเล่มใด)


หากบทความนี้ เป็นประโยชน์ในทางใด ทางหนึ่ง อนุญาติให้เผยแพร่ บทความโดยไม่ดัดแปลงต้นฉบับ และโปรดให้เครดิตผู้เขียนด้วย จักขอบพระคุณ


อ.ชาติ ซ.ราชครู ผู้เขียน


1 มี.ค. 62 เวลา 17.12 น.

วัดสะพานสูง หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนาม (อ่านแบบบาลีว่า ปะ-ฐะ-มะ-นา-มะ)

map-marker
Location Unavailable
This location is no longer available in fourgle.

หลวงปู่เอี่ยม ปฐมนามฺ ท่านเป็นชาวปากเกร็ดโดยกำเนิด เกิดที่บ้านแหลมใหญ่ ข้างวัดท้องคุ้ง ปากคลองพระอุดม อ.ปากเกร็ก จ.นนทบุรี ท่านเกิดในรัชกาลที่ 2 ปีฉลู พ.ศ. 2359 บิดาชื่อ นายนาคและนางจันทร์ โดยมีพี่น้องรวมกัน ทั้งหมด 4 คน

หลวงปู่เอี่ยม ท่านเป็นพี่ชายคนโต ด้วยอุปนิสัยที่ชอบไขว่คว้าหาความรู้รักการเรียน ดังนั้นท่านจึงศึกษาหาความรู้มาแต่วัยเด็ก โดยเฉพาะทางด้านวิปัสสนากรรมฐานเมื่อย่างเข้า 22 ปี ท่านได้สละกิเลส ด้วยการบวชเป็นพระภิกษุ เมื่อปี พ.ศ.2381 ที่วัดบ่อ ต.ปากเกร็ด อ.ปากเกร็ด (วัดบ่อนี้อยู่ติดกับตลาดในท่าน้ำปากเกร็ด) เมื่อหลวงปู่เอี่ยมอุปสมบทได้ประมาณ 1 เดือนก็ได้ย้ายไปจำพรรษาอยู่ที่วัดกัลยาณมิตร ,วัดประยูรวงศาวาส,วัดนวลนรดิศ รวมแล้ว 15 พรรษา


การฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานของท่านบรรลุเป้าหมาย ภายหลังญาติโยมและด้วยชาวบ้านต่างพากันเดินทางไปนิมนต์ให้ท่านกลับภูมิลำเนาเดิม ท่านจึงย้ายกลับมาจำพรรษาอยู่ที่วัดสะพานสูง อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี ในพ.ศ.2396

หลวงปู่เอี่ยม จำพรรษาอยู่ที่วัดสะพานสูงตลอดมา จนกระทั่งท่านมรณภาพลงด้วยโรคชรา เมื่อ พ.ศ.2439 รวมสิริอายุได้ 80 ปี บวชได้ 59 พรรษา

ขณะที่หลวงปูเอี่ยม ได้มาอยู่วัดสะพานสูงนั้นท่านชอบจะออกเดินธุดงค์ไปทุกภาคของประเทศไทย ท่านได้เดินธุดงค์เข้าไปในประเทศลาว และเขมร ทางภาคตะวันตกท่านเดินธุดงค์ไปในเขตลุ่มแม่น้ำสาละวิน ประเทศพม่า ท่านต้องผจญกับความยากลำบาก ความอดอยากหิวโหย ทั้งผีป่า ผีดงและสัตว์ร้ายนานัปการ ท่านก็สามารถฟันฝ่าอุปสรรคเหล่านั้นไปได้ด้วยดี


หลวงปู่เอี่ยม มีกระแสจิตที่แก่กล้า การออกธุดงค์ในแต่ละคราวแตกต่างจากพระรูปอื่นๆ คือ ท่านออกธุดงค์คราวหนึ่งจะเป็นปี สองปี ติดต่อกัน บางครั้งหายไปในป่าหลายปีโดยมีลูกวัดติดตามไปด้วย แต่หลวงปู่เอี่ยมจะให้ลูกวัดออกเดินทางล่วงหน้าไปก่อน 6-7 ชั่วโมง แล้วค่อยนัดพบที่แห่งใดแห่งหนึ่ง แล้วท่านได้ไปพบท่านชีปะขาวซึ่งเป็นคนเขมร มีชื่อว่า จันทร์ หลวงปู่เอี่ยม จึงได้เรียนวิชาอิทธิเวทย์ จากท่านอาจารย์ผู้นี้อยู่หลายปี จนกระทั่งชาวบ้านแหลมใหญ่นึกว่าหลวงปู่เอี่ยมออกธุดงค์ไปคราวนี้ ได้ถึงแก่มรณภาพไปแล้ว เนื่องจากท่านไม่ได้กลับมาที่วัดหลายปี ชาวบ้านจึงได้ทำสังฆทานแผ่ส่วนกุศลไปให้ หลวงปู่เอี่ยมทราบในญาณของท่านเอง จนบรรดาญาติโยมและคณะกรรมการวัดนึกว่าท่านเสียชีวิตไปแล้ว “ แต่จู่ๆท่านก็กลับมาที่วัดในสภาพผมยาว หนวดเครารุงรัง” จนชาวบ้านแถบนั้นจำท่านไม่ได้ บางคนคิดว่าเป็นคนเสียจริตมา หลวงปู่เอี่ยมได้ไปเป็นเวลานาน และอยู่ในป่าจึงปรากฏว่าท่านหลวงปู่เอี่ยมท่านไม่ได้ปลงผม ผมท่านยาวมาก ยาวจนมาถึงบั้นเอว ส่วนจีวรก็ขาดรุ่งริ่ง หนวดท่านยาวเฟิ้มพร้อมมีสัตว์ป่าติดตามท่านเช่น เสือ, หมี , และงูจงอาง เป็นต้น เมื่อทราบว่าเป็นหลวงปู่เอี่ยม ต่างก็ดีอกดีใจกันใหญ่ ท่านเป็นพระที่มีวิชาความรู้แก่กล้า จนยากที่จะหาใครเสมอเหมือน พระเครื่องและตะกรุดของท่านจึงเป็นที่นิยม


ในวันที่หลวงปู่เอี่ยมท่านจะมรณภาพ ตรงกับวันอาทิตย์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๙ พ.ศ.2439 เวลาประมาณ 11.00 น. นายหรุ่น แจ้งมา บ้านอยู่แหลมใหญ่ ซึ่งเป็นผู้ปรณนิบัติใกล้ชิดได้กราบเรียนหลวงปู่ว่า.. “ท่านพระอาจารย์มีอาการเต็มที่แล้ว เกรงว่าจะไม่ฟื้น ถ้ามีอะไรดีได้กรุณาให้ศิษย์ไว้เป็นครั้งสุดท้าย” คำตอบที่ได้รับจากหลวงปู่เอี่ยมมีเพียงว่า “ถ้ามีเหตุสุขทุกข์เกิดขึ้นให้ระลึกถึงชื่อฉันก็แล้วกัน”




4
0