ปรับปรุงครั้งสุดท้ายเมื่อ 2014-06-03 เวลา 15:20น.
เรื่องเริ่มจากที่อุบาสิกาท่านหนึ่งมาปรึกษาวิธีการแก้ไขอาการจิตใจปั่นป่วนอย่างรุนแรงคือหน้าซีด มือเท้าเย็น ใจสั่น มือสั่น ขาสั่นไปสองสามวันทุกครั้งที่พบคน ๆ หนึ่ง โดยหาสาเหตุ(ในชาตินี้)ไม่พบ ได้แนะนำแบบเดียวกันทุกครั้งที่มาถามคือให้ไปถอนคำอธิษฐานทั้งหลายทั้งปวงออกให้หมด โดยเธอปล่อยให้เวลาผ่านไปเกือบปีกว่าจะไปเริ่มลงมือจริง โดยเมื่อทำแล้วได้รอดูผลเป็นเวลากว่าสองเดือนจนสรุปได้ว่ามีประสิทธิผลในระดับดีมากคือระดับความปั่นป่วนลดลง >95% เปรียบเทียบจากสิ่งที่เคยเกิดขึ้นก่อนถอนคำอธิษฐาน เมื่อสรุปได้ชัดเจน เธอจึงตัดสินใจเขียนบทความนี้เพื่อแบ่งปันให้ญาติธรรมที่อาจจะมีปัญหาเดียวกัน
ซึ่งต้องขออนุโมทนากับอุบาสิกาท่านนี้อย่างยิ่งครับ เพราะนอกจากจะแสดงอย่างชัดเจนว่าปัจจัยจากอดีตมีผลกับชีวิตในปัจจุบันได้มากน้อยเพียงใด ยังให้แนวทางปฏิบัติที่ให้ผลได้จริง พิสูจน์แล้ว และยืนยันว่า ทุกอย่างมีทางออก ไม่จำเป็นว่าต้องทนรับผลไปจนหมดโดยไม่มีทางทำอะไร และการเข้าใจกลไกการทำงาน ก็สามารถแก้ไขได้ แต่อย่าลืมการภาวนาด้วยครับ การถอนคำอธิษฐานก็เป็นส่วนหนึ่ง การภาวนาจนเกิดปัญญา ก็เป็นทางออกที่ดียิ่งกว่า แต่ถ้าการรบกวนมีสูงมากจนไม่สามารถภาวนาได้ ก็ใช้การถอนคำอธิษฐานช่วยไปในส่วนหนึ่ง แล้วจึงมาภาวนาต่อ หรือกระทำพร้อมกันทั้งสองแนวทางก็ไม่ได้ขัดแย้งกันครับ _/|\_
------------------------------------------------------------------------------
เชื่อเถอะว่าเราทุกคนทำอะไรหลายอย่างมาด้วยความไม่รู้
ทำด้วยอารมณ์ หรือทำด้วยความโง่เขลามามากมาย
คุณอาจจะเคยอธิษฐานด้วยความรัก ว่าชั้นขอตามเป็นคู่ของเธอทุกชาติ
อาจจะเคยสัญญากันฉันท์เพื่อนรักว่า จะดูแลกันไปทุกๆชาติ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น
อาจจะเคยผูกอาฆาตแค้นว่า ชาติหน้าจะตามไปเอาคืนแกให้ได้
หรือสาปแช่งด้วยความเกลียดชังว่า ต่อให้เกิดมาชาติหน้าชั้นก็จะตามไปฆ่าแกอีก
ไม่ว่าจะเป็นคำสัญญา สาบานอธิษฐาน สาปแช่งหรืออะไรก็แล้วแต่ ที่มีเจตนาของจิตในขณะนั้นเป็นประธาน
มันก็เกิดเป็นความผูกพัน เกี่ยวโยงกันทางจิตเรียบร้อยแล้ว
สิ่งที่แย่ที่สุดก็คือ สังสารวัฏทำให้คุณลืมสิ่งที่คุณเองเป็นคนทำ ว่าคุณเคยปักจิตปักใจอะไรนักหนาในอดีตชาติ
สิ่งที่ทำไปนั้น เกิดจากด้วยความไม่รู้ถึงกฏธรรมชาติว่า มันไม่มีอะไรแน่นอน และไม่มีอะไรที่คุณบังคับได้
คู่ชีวิตแสนประเสริฐในชาติปางก่อน กลับมาเกิดเป็นชายโฉดชั่วสารพัด แต่คุณก็รักเค้าแบบไม่มีเหตุผล
เพื่อนรักที่สัญญาว่าจะดูแลกันไปทุกชาติ มาวันนี้เกิดเป็นหญิงชายต่างเพศกันที่อยากดูแล หวังดีกันมากมาย
แต่ทั้งคู่กลับมีคู่ครองเป็นของตนเอง กลายเป็นความรักแบบสับสน จับต้นชนปลายไม่ถูก
หรือบางคนถึงกับไม่มีคู่กันไปเลยเพียงเพราะว่าคนที่คุณอธิษฐานจะตามไปเป็นคู่เค้าทุกชาติไป
แต่ตอนนี้เค้ายังไม่มีวาระมาเกิดเป็นมนุษย์พร้อมกับคุณ
การปักจิตลักษณะแบบนั้นยังส่งผลมาถึงชาติปัจจุบัน โดยคุณเองจะบอกว่า.....ชั้นจำไม่ได้แล้ว
ว่าทำอะไรลงไป และเลือกที่จะไม่รับมัน ก็ไม่ได้ เพราะธรรมชาติไม่ได้ทำงานแบบนั้น
ไม่ต้องพิสูจน์อะไรกันมากมาย ว่าอดีตชาติคุณเคยทำอะไรแบบนี้มั้ย
แค่ชาตินี้คุณก็คงจะเคยสัญญา สาบานหรืออธิษฐานกันแบบข้ามภพข้ามชาติกันไปบ้างแล้วหละ
ฉะนั้นเราไม่จำเป็นต้องรู้รายละเอียดของคำอธิษฐานในอดีตชาติก็ได้
เรียกว่าคุณเคยทำมาแน่นอนในแต่ละชาติที่เกิดมา
วันนี้ที่สิ่งที่เคยปักใจเอาไว้กลับมาส่งผล อาจจะทำให้เกิดความสับสนและทรมาน
สิ่งที่เราทุกคนกำลังรับอยู่เป็นทั้งวิบาก และผลของการที่เราตั้งจิตเจตนาเอาไว้ผสมๆกัน
สังเกตง่ายๆว่าถ้าเป็นผลของวิบากกรรมจะส่งผลที่ความรู้สึกโดยตรง
เหตุการณ์ต่างๆจะทำให้เราเสียใจ เศร้าโศก น้อยใจ ฯลฯ
เป็นความรู้สึกที่ใช้จิตสัมผัสได้ง่ายๆโดยตรง
สิ่งที่กำลังจะแชร์ต่อไปนี้เป็น "วิธีถอนคำอธิษฐาน"
สำหรับทุกๆคนที่ไม่อยากจะแบกความเกี่ยวพันแบบไม่จบสิ้นและไม่รู้จุดเริ่ม จุดจบต่อไปเรื่อยๆ
เผื่อว่าจะช่วยใครให้ทุกข์น้อยลงบ้าง
1. เมื่อตั้งใจจะไปถอนแล้ว ให้มุ่งลงมือทำเลย
เพราะแรงของการอธิษฐานเดิมๆ ซึ่งคุณอาจจะอธิษฐานซ้ำแบบเดิม ทับซำ้กันมาหลายรอบแล้วนั้น
จะออกแรงสั่งจิตใต้สำนึกให้เสียดายอะไรบางอย่าง (ที่คุณก็บอกไม่ได้ว่าเสียดายอะไร)
แล้วก็จะพาลลากให้คุณไม่อยากไปทำซะงั้น
บางครั้งแรงต้านการถอนคำอธิษฐานนี้จะออกมาในลักษณะของความขัดขืนใจเป็นอย่างมาก
หรือแค่คิดว่าจะไปถอนคำอธิษฐานเท่านั้น ก็รู้สึกไม่พอใจ ขึ้นมาซะเฉยๆ
เป็นอาการไม่อยากไปทำโดยไม่มีเหตุผล
ดังนั้น ลูกฮึดลูกแรกเป็นช๊อตที่สำคัญที่สุด
เพราะถ้าคุณก้าวข้ามผ่านแรงต้านในใจตัวเองไม่ได้ คุณก็จะติดอยู่ในวังวนของการปักจิตมั่วซั่วทุกชาติไป
แนะนำให้คุณลองคิดซะว่า ดีแค่ไหนแล้วที่วันนี้เรามีโอกาสได้ reset เจตนาของตัวเองได้ใหม่
อะไรที่ทำไปด้วยความไม่รู้ก็ถอนมันซะ จะได้ไม่ต้องเดินลากห่วงโซ่ที่ถูกติดกับใครก็ไม่รู้ ไปอีกนานแสนนาน
2. ไปในสถานที่ที่คุณเคารพและศรัทธาด้วยใจจริง
อาจจะเป็นหน้าพระประธานวัดที่คุณศรัทธา
หน้ารูปเหมือนของครูบาอาจารย์ที่คุณเคารพยิ่ง
หรือเจดีย์ที่บรรจุพระธาตุ หรือบรมสารีริกธาตุก็ได้
แต่ควรจะเป็นสถานที่ที่คุณมีใจยอมลงให้
เพื่อที่จิตของคุณจะได้เปิดโล่ง พร้อมจะถอนเจตนาเดิมและตั้งเจตนาใหม่ได้
ไม่งั้นจิตของคุณก็จะแข็งทื่อ ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงเพราะอยากจะไปในทางที่จิตคุ้นชินมานาน
อีกอย่างการที่คุณให้ความสำคัญกับสภานที่ เหมือนกับคุณจะไปทำอะไรที่สำคัญและขอให้ท่านเป็นพยานในสิ่งนั้น
ไม่ใช่ทำเล่นๆ ตรงนี้ก็จะทำให้การถอนคำอธิษฐานของคุณมีพลังมากขึ้นด้วย
ในกรณีที่เราเคยทำมาแล้ว อยากจะขอแนะนำสถานที่ที่เราไปมาค่ะ
-หลวงพ่อพระเสริม วัดปทุมวนาราม (Highly recommended)
-หลวงพ่อทองคำ วัดไตรมิตร
-อุโบสถ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม (เปิดวันพระ)
-อุโบสถ วัดเทพศิรินทร์ (หาเวลาเปิดยากมาก)
-อุโบสถ วัดพิชัยญาติ (หลวงพ่อสมปรารถนา)
-อุโบสถ วัดสุทัศน์
-หลวงพ่อโต (ซำปอกง) วัดกัลยาณมิตร
-รูปเหมือนหลวงปู่ฝั้น บนศาลาวัดป่าอุดมสมพร จ.สกลนคร
-เจดีย์วัด โพธิสมภรณ์ จ.อุดรธานี
-เจดีย์พระธาตุ วัดป่าวิเวกวัฒนาราม จ.มุกดาหาร
-หลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์ ศาลาวัดป่าเชิงเลน
หรือเป็นที่ที่คุณและคู่กรณีน่าจะมีความเกี่ยวพันกัน ณ.ที่นั่นจะช่วยให้ตัดห่วงโซ่อธิษฐานได้ดีขึ้น
3. สวดมนต์ให้จิตสงบลง
จริงๆอันนี้เป็นอุบายให้จิตมีจุด Focus เริ่มจะเป็นสมาธิได้
จะเป็นนะโม 3 จบ อิติปิโส หรืออะไรก็ได้ที่จะทำให้จิตคุณสงบลงบ้าง
เมื่อจบตรงที่ ** ถ้าคุณวางจิตถูกที่และเจตนาแรงกล้า รับประกันล้าน % ว่าน้ำตาของคุณจะไหลออกมาแบบ
ตัวคุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าน้ำตามาตอนไหน เมื่อไหร่ รู้อีกทีก็อาบแก้มไปแล้ว
เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้ำตานี้มาจากความเสียดายอดีตและความผูกพัน หรือเป็นน้ำตาของความปีติกันแน่
4. นั่งสมาธิให้จิตตั้งมั่น
จะดูลมหายใจ จะพุทโธ จะยุบหนอ พองหนอ ก็ได้หมด
ขอให้จิตนิ่งสงบอยู่ในอารมณ์เดียว
รู้สึกจิตใจหนักแน่น มีน้ำหนักที่จะทำอะไรสำคัญได้ไม่สอดส่ายไปคิดเรื่องอื่นๆ
จะใช้เวลานานแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณเคยชินกับการทำสมาธิแค่ไหน
บางคนแป๊บเดียวจิตก็สงบแล้ว
เมื่อเห็นว่าจิตสงบดีพอสมควร ตามที่เราพอจะทำได้ก็ให้เริ่มตั้งจิตถอนคำอธิษฐานประมาณข้อ 5
5. ถอนคำอธิษฐาน
"ข้าพเจ้าขอถอดถอนคำอธิษฐาน คำสัญญา คำสาบานทุกๆอย่างที่
เคยทำมาในอดีตชาติ ไม่ว่าจะทำไปด้วยความรัก ความแค้น ความหวังดี หรือความเกลียดชังใดๆก็แล้วแต่
ซึ่งทำให้ข้าพเจ้ายังต้องมีความผูกพันกับผู้อื่น จิตดวงอื่นๆแบบข้ามภพ ข้ามชาติ อย่างไม่รู้ต้นสาย ปลายเหตุ
และในปัจจุบัน ไม่ว่าผู้ที่ข้าพเจ้าปักจิตเจตนาผูกพันด้วยนั้น จะอยู่ในนรกภูมิ สัมภเวสีภพ โลกมนุษย์ หรือสวรรค์ชั้นใดๆ ก็แล้วแต่
ขอให้ทุกๆท่านได้รับทราบถึงการถอดคำอธิษฐานความตั้งใจของข้าพเจ้า ณ.บัดนี้
เราจะไม่มีความเกาะเกี่ยว ขัดข้อง หรือหน่วงเหนี่ยวไว้ในคำอธิษฐานเดิมๆ อีกต่อไป**
ข้าพเจ้าขอตั้งจิตอธิษฐานใหม่ ณ.วันนี้ว่า หากเกิดชาติหน้าอีก ขอให้พบเจอพระพุทธศาสนา
ได้ฟังธรรมขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้มีโอกาสปฏิบัติธรรมเพื่อการหลุดพ้นจากกองทุกข์
จะขอพบเจอ และสร้างบุญบารมีแต่กับกัลยาณมิตร ครูบาอาจารย์ ผู้จะนำทาง พากันเดินสู่ทางนิพพานในชาติใกล้เท่านั้น
ผู้ใดที่เกาะเกี่ยวกันด้วยคำอธิษฐาน แต่ไม่ได้พากันไปสู่นิพพาน ก็ขอให้มีเส้นทางเป็นของตนเอง
ไม่ต้องมาผูกพันกันอีกต่อไป
ขอให้ทุกท่านได้ร่วมกันอนุโมทนากับคำอธิษฐานใหม่ของข้าพเจ้าในวันนี้ ไปพร้อมๆกัน"
เมื่อจบตรงที่ ** ถ้าคุณวางจิตถูกที่และเจตนาแรงกล้า รับประกันล้าน % ว่าน้ำตาของคุณจะไหลออกมาแบบ
ตัวคุณไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ ว่าน้ำตามาตอนไหน เมื่อไหร่ รู้อีกทีก็อาบแก้มไปแล้ว
เราไม่แน่ใจเหมือนกันว่าน้ำตานี้มาจากความเสียดายอดีตและความผูกพัน หรือเป็นน้ำตาของความปีติกันแน่
6. ถอนคำอธิษฐานแบบนี้ซ้ำๆ หลายๆครั้ง
เพราะคุณได้อธิษฐานมาไม่รู้จำนวนครั้ง อาจจะนับไม่ถ้วนด้วยซ้ำ
เหมือนตอกตะปูย้ำๆมาไม่รู้กี่ครั้ง
การจะถอนตะปูที่จมมิดแผ่นไม้ คงทำไม่ได้จากการงัดตะปูเพียงครั้งเดียว
ยิ่งคุณทำมากครั้งมากเท่าไหร่ ก็จะช่วยงัดตะปูออกมาไม้ได้มากเท่านั้น
และถ้าคุณทำซ้ำมากพอ วันนึงคุณจะบอกได้เองว่า การถอดถอนคำอธิษฐานนั้นได้ผลมากน้อยกี่เปอร์เซนต์แล้ว
จนคุณรู้เองว่า ทำมาพอหรือยัง
ความรู้สึกที่ค้างคา จะกลับกลายเป็นกลางและไม่กระทบความคิดและการตัดสินของคุณอีกต่อไป
เราเป็นคนหนึ่งที่ลองทำมาแล้ว (หลายครั้ง และหลายวัด) และเห็นได้ชัดเจนว่าความรู้สึกแบบค้างคา
ความรู้สึกไม่จบกับเรื่องต่างๆนั้นหายไปเกือบจะหมด กลายเป็นความเป็นกลางแบบที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน สบายและโล่งใจอย่างบอกไม่ถูก
เราขอให้คุณได้ลองทำดู แล้วคุณจะสัมผัสถึงความเปลี่ยนแปลงได้อย่างแน่นอน
ใครที่ลองทำแล้วได้ผลอย่างไร มาเล่ากันฟังก็ดีนะ :)