หลายคนคงเคยได้ยินเกี่ยวกับการทดลองมาร์ชเมลโลว์ (The Marshmallow Experiment) ที่ศึกษาพฤติกรรมของเด็กๆ และได้ผลการวิจัยที่บ่งชี้ว่าทักษะของการ ‘อดเปรี้ยวไว้กินหวาน’ เป็นทักษะชีวิตสำคัญอย่างหนึ่งที่สามารถใช้ทำนายความสำเร็จในอนาคตของแต่ละคนได้
ซึ่งอันที่จริงเราก็สามารถคาดการณ์ได้อยู่แล้ว ว่าคนที่มีวินัย มีความอดทนและมองการณ์ไกล มักจะมีชีวิตที่เจริญก้าวหน้ากว่าคนอื่นๆในระยะยาว
แต่ทุกวันนี้ดูเหมือนการคิดแบบ Long-term (มองการณ์ไกล) หรือที่ภาษาการเงินสมัยใหม่เราเรียกว่าการมี Low Time Preference (การให้คุณค่ากับอนาคตสูงกว่าปัจจุบัน) นั้นกลายเป็นเรื่องยากสำหรับคนทั่วไปอย่างยิ่ง ด้วยสภาพเงื่อนไขทางเศรษฐกิจที่บีบให้เรารู้สึก ‘ไร้ความหวัง’ ต่ออนาคต จึงได้แต่หาความสุขเฉพาะหน้าไปวันๆ เพื่อให้พอที่จะประคับประคองจิตใจให้อยู่ต่อไปได้ โดยไม่ขาดไร้ความสุขมากจนเกินไป
ถ้าเราย้อนไปดูสถิติการเติบโตของเศรษฐกิจไทย (GDP growth) แบบปีต่อปีตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เราจะมองเห็นการชะลอตัวของเศรษฐกิจได้อย่างชัดเจน ในช่วงครึ่งซ้ายของกราฟ (ก่อนปี 1995) เศรษฐกิจไทยเคยพุ่งทะยานในระดับ 8% ถึง 13% ในช่วงยุค 80s
แต่พอมาถึงยุคของชาว gen y เป็นต้นมา หลังประเทศไทยเจอวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง ประเทศเราก็ไม่เคยกลับไปเติบโตได้เท่าเดิมอีกเลย ทุกวันนี้ GDP ของประเทศเราขยายตัว 2.4% ก็ถือว่า ‘ดีกว่าคาด’ แล้ว (ตามพาดหัวข่าว)
ลองจินตนาการว่าเรากำลังดำรงชีวิตอยู่ในช่วงยุคทองของประเทศไทยที่กำลังเติบโตปีละ 8% บริษัท โรงงาน แห่กันเปิดตัวทั่วไปหมด มีการขยายตำแหน่งงานอยู่ตลอดเวลา เด็กจบใหม่แทบจะมีคนมารอรับเข้าทำงานตั้งแต่เรียนจบ
ตัดภาพมาที่ปัจจุบัน การลงทุนใหม่ๆไม่ค่อยมี โอกาสในการทำงานก็ดูจะตันๆ เด็กๆพอเรียนจบมหาลัยออกมาก็ว่างงานกันเยอะ คนที่มีงานทำอยู่ก็ต้องมาคอยกังวลว่าจะถูก Layoff เมื่อไหร่ ตำแหน่งพนักงานประจำและข้าราชการต้องแย่งชิงกันให้ได้มา เพราะส่วนใหญ่องค์กรสมัยนี้จะเน้นจ้างแต่พนักงานสัญญาจ้างรายปีเพื่อประหยัดค่าใช้จ่าย
ในขณะที่ตัวเลข GDP ของประเทศโตต่ำ แต่ค่าครองชีพและหนี้ครัวเรือนกลับพุ่งสูงสวนทางกัน (เจ้าเงินเฟ้อตัวร้าย)
และจริงๆปัญหานี้ไม่ได้เป็นกันแค่ในประเทศไทย แต่เป็นกันทั่วโลก
มีทฤษฎีของการเติบโตทางเศรษฐกิจที่บอกว่า เศรษฐกิจจะมี 4 ช่วงหมุนเวียนไป คือ ช่วงรุ่งเรือง (Expansion) → จุดสูงสุด (Peak) → ถดถอย (Recession) → จุดต่ำสุด (Trough) ซึ่งหลายคนก็เชื่อว่า ตอนนี้ ‘โลก’ ของเรากำลังผ่านจุดพีค และกำลังเข้าสู่ช่วงถดถอย (Recession) ที่เราไม่ได้เจอมานานมาก
และในช่วงนี้เองที่ระบบเศรษฐกิจเดิมที่มีอยู่จะเข้าสู่ความ ‘พังทลาย’ ก่อนที่จะมีการฟื้นตัว (Recovery) และเริ่มก่อร่างขึ้นมาใหม่
มาถึงตรงนี้ เราคงจะเริ่มพอเข้าใจว่า ทำไมบรรยากาศเศรษฐกิจบ้านเราในตอนนี้มันถึงช่างดูน่าหดหู่เสียนี่กระไร แต่ละคนก็ได้แต่เอาตัวรอดให้ผ่านไปวันๆ จนอย่าว่าแต่ให้วางแผนอนาคต 10 ปีข้างหน้าเลย เอาแค่เดือนหน้าจะยังมีงานทำอยู่ไหมบางคนก็ยังไม่แน่ใจ อีกอย่างคือ เราก็ไม่สามารถรู้ได้อีกว่า วันที่เศรษฐกิจจะกลับมาดี มีความหวังอีกครั้ง มันจะมาถึงไหมในช่วงชีวิตของเรา
ในบทความเรื่อง Why Mental Bandwidth Could Explain the Psychology Behind Poverty พูดถึงงานวิจัยของ Heather Schofield และคณะ ว่าความยากจนนั้นลดทอนขีดความสามารถในการคิด (Cognitive capacity) อย่างรุนแรง ไม่ใช่ว่าคนจนไม่มีศักยภาพ แต่เพราะความกังวลเรื่องปากท้อง "ดึงความสนใจ" (Distraction) ไปตลอดเวลา ทำให้เหลือพื้นที่ในการตัดสินใจเรื่องอื่นๆน้อยลง นำไปสู่การตัดสินใจที่ผิดพลาดในชีวิตอีกหลายๆเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นการงาน การเงิน ความสัมพันธ์ในครอบครัว ฯลฯ
แล้วเราลองจินตนาการถึงสังคมที่คนจำนวนมาก (เกินครึ่ง) ตกอยู่ในสภาวะเดียวกันนี้ล่ะ
สังคมที่ผู้คนต่างอยู่ในโหมดเอาตัวรอด ไม่มีเวลาและพลังงานจะไปคิดวางแผนชีวิตในระยะยาว แถมยังถูกสภาวะที่บีบคั้นจากความจนนั้นคอยบีบให้ตัดสินใจเรื่องต่างๆผิดพลาดอีก สังคมนั้นย่อมเข้าสู่สภาวะที่เสื่อมถอยลงอย่างแน่นอน
พอคนเริ่มไม่เห็นความหวังในชีวิต เพราะสภาพแวดล้อมบีบให้เรา ‘จน’ คนก็เริ่มไม่อยากมีลูก เพราะลำพังแค่ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ก็เลยไม่อยากพาใครมาลำบากด้วยกัน ส่งผลให้อัตราการเกิดของประชากรไทยลดลงอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน
หากจะพิจารณาเหตุปัจจัยต่อไป พอคนไม่มีลูก ก็ไม่มีภาระที่จะต้องคิดถึงอนาคต นั่นก็ยิ่งทำให้การคิดแบบ Long-term ยิ่งน้อยลงไปอีก เพราะชีวิตไม่มีอะไรที่จะต้องส่งต่อให้คนรุ่นต่อไป เอาแค่ชีวิตตัวเองให้รอดก็พอ นี่จึงกลายเป็น Negative Feedback Loop ที่กระตุ้นให้คนคิดแต่หาความสุขระยะสั้น มากกว่าที่จะมองประโยชน์ในระยะยาว
ทีนี้เราลองมาวิเคราะห์ถึงบทบาทของภาครัฐ ในการจะเข้ามามีส่วนช่วยให้ประชาชนเกิดแรงจูงใจที่คิดแบบ Long-term ว่าพอจะเป็นไปได้ไหม
ก่อนอื่นเลยในระดับนโยบาย รัฐควรที่จะเป็นตัวอย่างที่ดีของการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจและสังคมแบบ Long-term มากกว่าการทำนโยบายประชานิยมเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้น ซึ่งมีแต่จะกระตุ้นให้ชาวบ้านหันมาหวังพึ่งการช่วยเหลือจากภาครัฐ แทนที่จะวางแผนที่จะพึ่งพาตัวเองให้ได้ในระยะยาว
จากการเลือกตั้งที่ผ่านมา เราจะเห็นว่านโยบายทางด้านเศรษฐกิจของพรรคการเมืองต่างๆที่นำมาหาเสียงนั้นล้วนมุ่งเน้นไปในในทิศทางเดียวกัน นั่นคือนโยบายประเภท 'แจกเงิน' หรือที่เราเรียกว่านโยบายประชานิยม โดยแทบทุกนโยบาย (ของทุกพรรค) ล้วนมีแต่เรื่อง 'การใช้จ่าย' โดยไม่ได้กล่าวถึงเลยว่าจะเอาเงินจากไหนมาใช้
แต่ทั้งนี้จะไปกล่าวโทษพรรคการเมืองทั้งหมดก็ไม่ได้ เพราะแรงจูงใจของพรรคการเมืองก็คือการได้รับคะแนนเสียงจากประชาชน เมื่อพรรคการเมืองประเมินว่าประชาชนส่วนใหญ่ต้องการแก้ไขปัญหาปากท้อง 'ในระยะสั้น' แล้ว นโยบายที่ออกมาก็แค่เป็นการตอบสนองความต้องการของตลาดเท่านั้นเอง
ด้วยบริบทนี้ การจะคาดหวังให้นักการเมืองหรือภาครัฐนั้นมีบทบาทเข้ามาช่วยเป็นต้นแบบของการคิดแบบระยะยาวนั้นจึงเป็นไปได้ยาก การพึ่งพาตัวเองจึงเป็นสิ่งสำคัญ
นอกจากปัจจัยทางเศรษฐกิจแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆอีกหลายอย่าง ทั้งทางด้านภูมิรัฐศาสตร์-สงคราม การดิสรัปทางเทคโนโลยี ในโพสต์นี้เราคงจะยังไม่ลงรายละเอียดในเรื่องนี้ เพราะจะยืดยาวจนเกินไป
การเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์ที่ทำให้เรารู้สึกปั่นป่วนเหมือนกับอยู่ท่ามกลาง 'ความโกลาหล' จนไม่สามารถที่จะตั้งสติได้ทัน และเราก็ไม่สามารถคาดเดาสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้เลย การวางแผนอนาคตจึงดูจะเป็นเรื่องไกลตัวออกไป
ทักษะยุคใหม่ที่ถูกพูดถึงมากคือคำว่า 'Resilience' หรือความสามารถในการปรับตัว, ความยืดหยุ่น ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วของโลก การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ไม่เอื้ออำนวย และสภาวะที่บีบคั้น คนที่จะอยู่รอดได้คือคนที่มีความสามารถในการปรับตัว มีการเรียนรู้ Upskill & Reskill ให้ตัวเองอย่างสม่ำเสมอ ปัจจุบันเราสามารถเรียนรู้จากแพลตฟอร์มออนไลน์ได้ฟรีๆหลายทาง ไม่ว่าจะเป็น Youtube, Facebook, Tiktok ฯลฯ
ในจุดนี้ภาครัฐเองก็สามารถเข้ามาช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับประชาชนได้ด้วย ซึ่งก็มีการริเริ่มทำมาบ้างแล้ว อย่างเช่นโครงการโรงเรียนฝึกอาชีพกรุงเทพมหานคร เป็นตัวอย่างของโครงการภาครัฐที่ดี มีการฝึกสอนอาชีพต่างๆให้กับประชาชนที่สนใจ เพื่อสร้างอาชีพให้กับประชาชน เป็นการวางรากฐานการแก้ปัญหาแบบ Long-term
หากใครเป็นคนรุ่นใหม่ที่เคยถูกผู้ใหญ่ตราหน้าว่า “เหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ”, “ไม่อดทน”, “สมัยฉันลำบากกว่าตั้งเยอะ” ก็ไม่ต้องน้อยใจไป เพราะนั่นเป็นเรื่องต่างกรรมต่างวาระ เราอาจจะเกิดมาในยุคที่เศรษฐกิจหยุดชะงัก ตลาดหุ้นอยู่ในยุค Lost Decade การหางานทำก็ไม่ได้ง่ายเหมือนสมัยที่เศรษฐกิจกำลังบูม
สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยนั้นมีผลมากต่อการเจริญเติบโต
ถึงแม้ว่าตอนนี้จะเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากทางเศรษฐกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการสั่งสมทักษะการคิด Long-term เพื่อที่จะสร้างชีวิตที่ดีและมั่นคงจะเป็นไปไม่ได้ เพียงแต่จะต้องอาศัยเรี่ยวแรงมากเป็นพิเศษในการเติบโตท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีเท่าที่ควร
การออมคือรากฐานสำคัญ
ถึงวันนี้ภาระจะล้นตัวจนเงินแทบไม่เหลือเก็บก็ไม่เป็นไร เพราะความจำเป็นของคนเราไม่เท่ากัน แต่การปลูกฝังนิสัยที่มีความยับยั้งชั่งใจ รู้จักประหยัดและใช้เงินในสิ่งที่จำเป็นนั้น จะเป็นตัวช่วยให้เราสามารถยืนหยัดต่อสู้ทางเศรษฐกิจได้ยาวกว่าคนที่ใช้เงินอย่างฟุ่มเฟือย หากพอเริ่มจัดระเบียบชีวิตให้เข้าที่เข้าทางได้ เริ่มมีเงินเหลือให้เก็บออมบ้าง ก็จะเริ่มตั้งตัวได้เอง เพราะความประหยัดอดออมและวินัยทางการเงินนั้น เป็นรากฐานของการสร้างความมั่นคงทางการเงินและชีวิต เปรียบได้กับเครื่องยนต์ของจรวดที่จะนำพาเราหลุดออกจากแรงโน้มถ่วง (ของความยากจน) นั่นเอง
Make Saving Great Again!
หากชอบเนื้อหาดีๆแบบนี้ สามารถติดตามเนื้อหาใหม่ๆได้ที่เว็บไซต์ reflecthub.co
ลิงค์บทความต้นฉบับ
https://www.reflecthub.co/blog/how-can-we-think-long-term
แหล่งอ้างอิง
https://data.worldbank.org
https://www.bangkokbiznews.com
https://corporatefinanceinstitute.com
https://knowledge.wharton.upenn.edu
https://www.thaiwebsites.com
https://thematter.co